Unforgettable India [3 Jaipur] - Pink City จุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้น

Jaipur หรือ จัยปูร์ หรือ ชัยปุระ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพู แม้ว่าของจริงจะไม่ชมพูเท่าไหร่ แต่เหล่าบล็อกเกอร์ทั้งไทยและเทศก็ปรับแต่งสีจนมันชมพูตามชื่อ แล้วพอใครมาเที่ยวก็ต้องพลอยแต่งสีตามไปด้วย เดี๋ยวเพื่อนใน social จะผิดหวัง 

ความประทับใจในจัยปูร์ของเราในทริปแรกที่เป็นในเชิงลบมากๆๆ ขนาดว่าคุณนายจะขอบินกลับไทยเดี๋ยวนั้นเลย และมีเรื่องราวปั่นป่วนอีกมากมาย 
แต่ด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ไม่ทราบ ในอีกไม่กี่เดือนเรากลับมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อมา "แก้มือ" แล้วหลังจากนั้น เราก็กลับมาที่นี่อีกหลายต่อหลายครั้งจนตอนนี้จะกลายเป็นเจ้าถิ่นไปแล้ว 

ไปดูกันค่ะ ว่าทริปแรกพังแค่ไหน ส่วนทริปถัดไป รออินเดียภาคสองนะคะ 
Picture
Hawa Mahal - Jaipur's iconic point
จาก Agra แวะไปแวะมาหลายที่...กว่าเราจะเข้า Jaipur ก็มืดพอดี เป็นช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ซึ่งในเมืองรถติดและวุ่นวายมาก รวมทั้งที่พักของเรา คือ Kathu Haveli ก็หลบอยู่ในซอยกลางเมืองเลย คนขับก็บ่นๆประมาณนึงว่าพวกยูจองทางอินเตอร์เนตก็เลยไม่รู้ว่ามันเข้าลำบาก
เนื่องจากที่พักไม่มีที่จอดรถ และ เราใช้เวลาเดินทางมาทั้งวัน และคนขับก็ดูไม่ค่อยสบายเพราะเค้าไอหลายครั้งระหว่างทาง เราก็เลยตัดสินใจให้เค้ากลับไปได้เลย แล้วเราจะออกไปหาอะไรกินกันเอง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นความปั่นป่วนครั้งแรก 
Pictureในเมืองจัยปูร์ ก็จะวุ่นวายประมาณนี้ค่ะ แต่ภาพนิ่งไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่
เราหาร้านอาหารจาก tripadvisor ซึ่งระยะเดินก็ไม่ได้ไกลมาก ประมาณ 1 กิโลเมตร ถ้าอยู่บ้านเราก็สองสามป้ายรถเมล์ชิลๆ  แต่ที่อินเดีย มันเป็นหนึ่งกิโลที่ยาวนานมากกกกก.... 
จากที่พัก เราเดินออกจากซอย ผ่านทั้งวัว มอเตอร์ไซค์ ร้านค้า คนพลุกพล่าน เดินข้ามวงเวียน (อันนี้โหดสุด) จนมาถึงร้านอาหารที่เรทติ้งดีมากนะ แต่สภาพจริงคือโคตรเยิน ถึงจุดนั้นคือคุณนายโกรธมาก เพราะนางรู้สึกว่าเป็นการเอาชีวิตมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ที่แย่สุดคืออาหารก็งั้นๆ ไม่ได้คุ้มค่าความเสี่ยงภัย ก็เลยกร่อยๆกันไป และทะเลาะกันไปยกหนึ่ง
ขากลับเราก็เลยเรียก Uber แทน ซึ่งถึงแม้ว่าในแผนที่จะเหมือนว่ารถอยู่ใกล้ๆ แต่เอาเข้าจริงคือรอนานมาก เพราะรถติดสุดๆ ระหว่างรอก็โดนตื๊ออีกโดยสารพัดสิ่ง ทั้งสามล้อ แท็กซี่ คนขายของ ยิ่งทำให้อารมณ์ขึ้นไปอีก


สภาพ uber ที่ได้ก็เยินมาก แต่เราก็ถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ แต่....ทั้งหมดสะสมเป็นความโกรธของคุณนายถึงขั้นหาไฟลท์กลับกทม.คืนนี้ หรือพรุ่งนี้เช้า เราเซ็งนะ เพราะมันยังไม่ถึงครึ่งทริป แต่ถ้านางไม่มีความสุขขนาดนี้ เราก็เลยบอกว่า โอเค กลับก็กลับ 
...
แต่.... เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว ไฟลท์เลยแพงมาก และด้วยอะไรก็ตาม คุณนายก็อ่อนลงและตัดสินใจไปต่อ... ก็เลยยังมีทริปมาเขียนบล็อกต่อไปค่ะ :D
สำหรับ Kathu Haveli นี้ จริงๆถือว่าไม่แย่นะคะ ที่นี่เป็น Haveli ที่สวยทีเดียว และราคาไม่แพง เสียอยู่สองสามเรื่องคือ ฝุ่นเยอะไปหน่อย และไม่มีที่จอดรถที่แหละ ทำให้คนขับรถมารอไม่ได้ 

มาค่ะ... ทริปกำลังจะเข้าช่วงพีค 
...
เช้ามา ความพังพินาศก็ยังไม่หมด .... ไกด์มาสายไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ทำเอาพวกเราปรี๊ดถึงเพดาน สุดท้ายคือไปนัดเจอที่ Hawa Mahal ถ่ายรูปหนึ่งแชะ แล้วมุ่งหน้าไป Amer fort ซึ่งพวกเราเลือกขึ้นช้าง ต่อแถวอยู่สักพัก ไม่นานมากแต่ก็นานพอที่จะโดนตื๊อขายของ ตรงนี้เราเลยได้เห็นวิธีหลอกขายโดยการบอกว่า 20 แล้วพอฝรั่งไปมองๆจับๆ และตัดสินใจซื้อ คนขายก็จะบอกว่า 20 USD ไม่ก็ 20 Euro  
การขึ้นช้างเป็นหนึ่งในความบันเทิงและนำมาซึ่งเรื่องเล่าที่เล่ากี่ครั้งก็ยังฮา (จริงๆโหดมากกว่าฮา)
เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างนั่งหลังช้างขึ้นไป จะมีจุดโค้งก่อนผ่านประตู ซึ่งเราได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายมาแต่ไกลเป็นระยะๆ แต่มีครั้งนึงตอนที่เราใกล้จะผ่านประตูพ้นโค้ง มีเสียงตะโกนดังมากจนเรานึกว่ามีใครตกจากหลังช้าง แต่พอเราพ้นโค้งมา ก็เลยถึงบางอ้อว่าเสียงพวกนั้นมาจากเหล่าตากล้องที่ดักถ่ายรูปนักท่องเที่ยวเพื่อจะไปขายภาพถ่ายตอนที่เราลงจากหลังช้าง ด้วยความที่เราไม่อยากยุ่งกับเรื่องพวกนี้ เราก็เลยคุยกับคุณนายว่าอย่าไปมองกล้อง (แอบคุยกันว่าหรือเราจะจูบกันเลยดี ให้ตากล้องหงายหลังตกกำแพงไปเลย ฮ่าๆ แต่ไม่ได้ทำนะคะ) จนผ่านฝูงตากล้องไป และลงจากหลังช้าง (ซึ่งจุดนี้ก็มีความ annoy จากคนขี่ช้างที่ขอทิป more and more ไม่พอสักที ทั้งๆที่มีป้ายว่าห้ามให้ทิป) เราเดินไปซื้อตั๋วเข้าชม fort พอเดินออกมา ก็เห็นคุณเพื่อนโดนเดินตามตื๊อด้วยคนขายภาพที่ถ่ายตอนอยู่บนหลังช้าง เป็นการตื๊อที่ยาวนานมาก จนเราเดินเข้า fort เพื่อนเราก็นึกว่ารอดละ ... (พักเรื่องนี้ไว้ก่อน) 
พอเข้ามาใน fort ไกด์ก็อธิบายอย่างเร็ว จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง จนเราไม่มีจังหวะถ่ายรูปและเริ่มรำคาญ สุดท้ายเราเลยบอกเพื่อนว่า เราไม่ต้องไป pace เดียวกับเค้าหรอก เราอยากหยุด ก็หยุดไปเหอะ
ระหว่างนั้นไกด์ก็บอกว่า ตามโปรแกรมพวกยูจะไป Panna meena (step well) ใช่มั้ย มันไม่มีอะไรหรอกนะ มันก็เหมือนบ่อที่ยูไปเมื่อวานอะแหละ ... แล้วเนื่องจากฮีมาสาย เราก็เลยตกลงตัดโปรแกรมบ่อน้ำออกไป  
ว่าด้วย Amer fort หรือ Amber Fort
เราว่าที่นี่สวยมาก และมีมุมถ่ายรูปเยอะ โดยเฉพาะระเบียงทางเดินรอบวนที่แต่งด้วยกระเบื้องสีพาสเทล แต่มันเดินยาก งงๆ หลงๆ นิดนึง เพราะฉะนั้นควรให้เวลากับที่นี่เยอะๆค่ะ 
พอจบทัวร์ แต่รูปบนหลังช้างยังไม่จบค่ะ!!!
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตู fort คนขายภาพคนเดิมก็วิ่งเข้ามา approach อีกรอบ โดยวิ่งตามไปเรื่อยๆ จนถึงรถ พอเราเข้ารถ เค้าก็มาเกาะกระจก และไกด์ก็พูดบางอย่างกับคนขับ คนขับก็เลยลดกระจกฝั่งที่เพื่อนเรานั่งลง คนขายก็มาเกาะสิคะ ภาพที่เอามาขายนี้ ไม่ได้ขายใบเดียวแปะบนจานเหมือนตลาดน้ำบ้านเรา แต่ว่ามาเป็นอัลบั้มเลยนะ ราคาเสนอขายเริ่มจากรูปละ 20 USD (ตอนก่อนเข้า fort) และสุดท้ายก็ลดลงเรื่อยๆ พร้อมกับคำบ่นว่าเค้าถ่ายรูปมา เสียค่าอัด ถ้าเราไม่ซื้อเค้าก็จะขาดทุน
เราก็เลยถามเพื่อนว่าจะเอามั้ย คือนางก็สงสารคนขายแหละ เพราะว่านางและสามีดันไปยิ้มให้กล้อง ด้วยความคิดที่ว่า มันก็เหมือนบ้านเรา (หรือเมืองไหนๆ) ที่เราไม่อยากซื้อ เราก็แค่เดินผ่านไป เดี๋ยวเค้าก็แกะรูปเราทิ้งแล้วเอาไปใส่รูปคนอื่น ค่าอัดมันก็แค่สามบาทเท่านั้น ... แต่ที่นี่ไม่ใช่จ้า มาเป็นรูปใหญ่หลายใบในอัลบั้ม สุดท้ายเพื่อนเราก็ตัดสินใจไม่ได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนขับเราออกรถแล้ว (ด้วยคำสั่งของเรา ว่าให้เค้าไปเลย) คนขายภาพก็เลยโยนอัลบั้มเข้ามาในรถแล้ววิ่งตาม ... จุดนี้จะให้ทำไง ???
มันคือความที่สุดของการขายจริงๆ เราก็เลยหยิบแบงค์ย่อยให้เพื่อนโยนกลับออกไป ได้รับเสียงด่าอวยพรกลับมาเลยจ้า เพราะว่าโยนเงินออกไปแค่ประมาณร้อยกว่าๆรูปีมั้ง
ช่วงเวลา 5 นาทีนั้นคือทั้งเครียดทั้งขำ แต่เซ็งไกด์มากที่ให้คนขับเปิดกระจก เค้าพูดกับเราประมาณว่าเค้าต้องทำมาหากินแถวนี้ไปอีกนาน เพราะฉะนั้นเค้าก็ต้องอะลุ่มอล่วยกับคนเหล่านี้ ก็เป็นเหตุผลที่พอฟังได้ แต่ว่าวันนี้เค้ารับค่าจ้างเราไม่ใช่เหรอ เฮ้อออ
ออกจาก Amber fort จุดแวะคือ Jal Mahal พระราชวังกลางน้ำที่ตอนนี้ปิดอยู่ ถ่ายรูปได้แค่จากบนฝั่ง ไกด์แค่ให้จอดรถ แล้วบอกให้ถ่ายรูปจากตรงนี้ (ซึ่งไกลจากความเป็น center ที่จะถ่ายรูปมาก) เราก็เซ็งๆ แล้วก็เดินไปกันเอง

Picture
Jal Mahal
พอกลับขึ้นรถ ไกด์ก็เริ่มค่ะ พวกยูชอบเพชรพลอยมั้ย ที่นี่น่ะสวยมากเลยนะ ไอจะพาไปดูโรงงาน ... เอิ่มมม แค่เกริ่นก็รู้แล้วค่ะว่าจะพาไปเชือด จากประสบการณ์สองวันที่ผ่านมา เราก็รู้ว่า การไปที่เหล่านั้น เราจะไม่ซื้อก็ได้ แต่มันเสียเวลามาก เพราะต้องออกนอกเส้นทาง และวันนี้โปรแกรมเราก็แน่นมาก เราก็เลยปฏิเสธ ไกด์ก็ยังตื๊อโดยการเสนอร้านอะไร แต่พวกเราเซ็งมากแล้ว และพอดีเพื่อนได้คำแนะนำว่าให้ไปกินข้าวที่ Rambagh ซึ่งจริงๆมันก็นอกเส้นทาง นอกโปรแกรม แต่พวกเราก็สุดจะทน เลยบอกให้คนขับไป Rambagh แล้วเราก็เข้าไปนั่งแช่ กินข้าวกินน้ำกันอยู่ในนั้น 
แค่ผ่านรั้วเข้าไป ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง กลิ่นควัน ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นต้นไม้ใบไม้  พนักงานมาต้อนรับถึงรถ ทุกอย่างดูดีไปหมด
จริงๆตอนแรกเราเคยแพลนว่าจะมา high tea ที่นี่ แต่ว่าวันนี้มาแต่โห่ ก็เลยจัดเป็น lunch ไปเลย ตอนแรกก็นั่งสวยๆที่สนาม ดูนกยูงวิ่งไปมา แล้วฝนก็ลงปรอยๆ เลยย้ายเข้ามาด้านใน ค่อนข้างแปลกใจที่คนเยอะเหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็ดูเป็นคนรวยอินเดีย เหมือนมากินข้าวกับครอบครัว บางคนก็เหมือนมาคุยธุรกิจ สำหรับเมนูอาหารก็มีทั้งอินเดียและนานาชาติค่ะ ไม่เยอะ แต่ว่าก็พอได้ ส่วนใหญ่เราสั่งอาหารอินเดียนะ รสชาตินุ่มนวล อร่อย มีเพื่อนคนเดียวที่สั่งล็อบสเตอร์ ซึ่งก็โอเคค่ะ  สนนราคามื้อนี้ก็ไม่ได้แพงมาก ตกคนละประมาณพันบาท
เพราะฉะนั้น คือ แนะนำเลย ว่าให้มาที่นี่สักมื้อ จะมื้อไหนก็ได้ เข้ามาพักใจค่ะ มันช่วย boost up ให้มีพลังออกไปต่อสู้กับสิ่งต่างๆข้างนอกได้เป็นอย่างดี และควรให้โรงแรมโทรจองให้ก่อนนะคะ เพราะเค้าจะถามชื่อเวลาขับรถเข้ามา

ระหว่างกินข้าว เราเขียนอีเมลถึง Gulab ยาวเหยียด (จริงๆเริ่มเขียนตั้งแต่ตอนอยู่ในรถแล้ว) คอมเพลนเรื่องไกด์ และบอกเค้าให้ไล่ไกด์ไปเลย และแคนเซิลไกด์เมืองอื่นให้หมด เค้าก็ตอบกลับมาภายในครึ่งชั่วโมง ว่าขอโทษ และบอกว่าเรื่องไกด์เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเค้า เพราะเค้าก็ไปติดต่อคนอื่นมาอีกที เราก็บอกว่า เราเข้าใจ แค่ต่อไปนี้ขอให้ไม่ต้องมีไกด์ก็แล้วกัน

ในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่าพร้อมแล้วที่จะกลับออกไป  แต่เราก็ยังเจอไกด์ ซึ่งฮีบอกว่า ฮีจะทำให้เต็มที่บ่ายนี้ และไม่พยายามพาเราไปช้อปปิ้งอีก พวกเราก็เลยหยวนๆ เริ่มโปรแกรมตอนบ่าย ที่ Janta Manta ซึ่งเป็นลานอุปกรณ์ดาราศาสตร์ คุณไกด์ดูตั้งใจอธิบายอย่างแข็งขัน แต่เราไม่ค่อยอิน และแดดร้อนมาก เลยอยู่ไม่นาน
Picture
Janta Manta
แล้วก็ไปต่อที่ city palace ซึ่งฮีก็อธิบายเยอะแหละ แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาถ่ายรูปเหมือนเดิม จนพอเข้าไป ฮีก็ถามว่าจะเข้าไปส่วน private มั้ย ตรงนั้นต้องจ่ายตังเพิ่ม (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะคนละ 5,000 rp) พวกเราก็ตกลงเข้าไป ปกติแล้วเวลาจ่ายเงินเข้าไปในส่วนนี้ ทางวังจะมีไกด์พาเข้าไป แต่คุณไกด์คนนี้เค้ามีบัตรที่สามารถเข้าไปเป็นไกด์ได้ เค้าก็เลยเป็นคนพาเราเข้าไป
ด้านในเงียบมาก และเกือบทุกห้องที่พวกเราเข้าไป ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย ห้องส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่คุณไกด์เนี่ยแหละ บอกพวกเราว่าแอบถ่ายได้ แถมให้เราถ่ายให้ฮีอีกตะหาก >.< (แต่หลังจากกลับมา เราก็เห็นบล็อกเกอร์ทั้งหลายก็ถ่ายรูปในห้องต้องห้ามถ่ายมากันทั้งนั้น)
มีอีกห้องนึง ฮีจัดแจงให้คนเฝ้าจุดเทียน เพื่อจะได้เห็นแสงสะท้อนกระจก เสร็จแล้วก็หันมาบอกเราให้ทิปให้คนเฝ้าห้องด้วย

ความพีคอยู่ที่ตอนจบค่ะ 
กว่าจะจบทัวร์ ก็เล่นเอามืด พอออกมา พวกเราก็บอกลา และให้ทิปไป 600 rp มั้ง แต่ฮีบ่นและด่าคนขับ ไม่ยอมลงจากรถ ให้คนขับโทรหา gulab จน gulab ต้องให้คนขับให้ฮีไปอีก 1,000rp ถึงจะยอมจากไป 

บอกเลยว่าวันนี้เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ และมันก็ทำให้ Jaipur ในความทรงจำของเรามีแต่เรื่องแย่ๆและน่าเข็ดขยาด
ในวันนั้นไม่นึกเลยว่า จะได้มี Jaipur อีกหลายต่อหลายครั้ง จนตอนนี้คิดว่าสามารถเรียกตัวเองว่าเป็น Jaipur expert ได้แล้วนะ ฮ่าๆ เดี๋ยวบล็อคหน้า หลังจากจบ series นี้ จะมีบล็อคเจาะลึก Jaipur และคำแนะนำดีๆ ทั้งที่พักและที่เที่ยวให้ค่ะ  

Comments

Popular posts from this blog

Unforgettable India [4 Jodhpur] - Blue City ที่ได้แต่มองไกลๆ

Unforgettable India [5 Udaipur] - The City of Lakes

North Kyushu Road Trip