Unforgettable India [1 New Delhi] - India first time
ในช่วงไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา เราไปอินเดีย (เดลี อักรา ราชสถาน) หลายครั้งมากๆ แต่ละครั้งก็ได้ประสบการณ์ต่างกัน ครั้งแรกไปแบบ พี่ขอเห็นให้ครบ มันเลยเหนื่อยๆหน่อย และเป็นครั้งแรกด้วย ยังไม่รู้เท่าทัน หึๆ พอครั้งที่สองเลยปรับตัวปรับแผน ไปน้อยๆ แต่นอนดีๆ ปรากฏว่าชีวิตดีมาก และครั้งหลังๆ ไปแบบเฉพาะกิจ ยิ่งไปหลายครั้งก็ยิ่งได้ที่กินที่เที่ยวที่นอน ที่น่าสนใจ วันนี้ก็เลยอยากมาเล่าให้ฟัง เผื่อใครเคยไปครั้งแรกแล้วเจอเหมือนเรา ก็อยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งเข็ด หรือใครยังไม่เคยไปก็อย่าเพิ่งไปกลัว อ่านแล้วจะได้เลือกถูกว่าจะทำไงให้มันไม่แย่ หรือใครที่ยังไม่เคยไป แต่อ่านบล็อกสวยๆจนคุณเอาไปฝันหวาน ก็ขอให้มาอ่านทางนี้ก่อนนะจ๊ะนายจ๋า....
มาเริ่มกันที่ภาคแรก – อินเดียที่แท้ทรู
“อินเดีย” เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้อยู่ในลิสท์ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่เคยถูกลิสท์ออกมาอยู่ใน Wish list ของเราสองคน เพราะว่าประสบการณ์ครั้งแรกของคุณนายที่อินเดียไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไรนัก เพราะนางไปเจอขอทานรุมที่มุมไบ อย่างไรก็ตาม ทัชมาฮาล เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราอยาก “รีบไป” ก่อนที่มันจะเหลืองไปกว่านี้ และอยากไปในตอนที่เรายังมีภูมิต้านทานต่อความลำบาก ยังมีกำลังในการรับมือกับสิ่งที่เรียกว่า “อินเดีย”
แล้วอยู่ๆทริปอินเดียก็เกิดขึ้น สมาชิกที่เราหลอกมาได้มีแค่หนึ่งคน เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Jazzyrain ที่ไม่เคยพลาดเลยสักทริป แต่คราวนี้นางพ่วงสามีมาด้วย สามีผู้ซึ่งเคยไปกับเราแต่ทริปกินๆนอนๆ ทริปนี้จะเป็นทริปแรกที่ Jazzy พาไปผจญภัย (แล้วหลังจากนั้นเลยระแวงทุกครั้งที่เราชวนไปเที่ยว)
เป้าหมายของอินเดียในคราวนี้คือ ราชสถาน แคว้นทางเหนือของอินเดียที่เคยร่ำรวยอย่างไม่น่าเชื่อในอดีตและยังทิ้งมรดกอันสวยงามท้ากาลเวลาไว้มากมาย แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราจึงไปได้ไม่ครบทุกเมืองของราชสถาน สุดท้ายก็เลือกเมืองที่เป็นไฮไลท์ขึ้นมา แล้วบวกด้วยเดลีและอักรา สุดท้ายเราจึงได้เป็นทริป เดลี – อักรา – จัยปูร์ – จอดปูร์ – อุดัยปูร์ - เดลี ในเวลา 10 วัน ซึ่งบอกเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ และเชื่อว่าหลายๆคนก็เป็นเหมือนกัน เพราะเวลาดูรูปหรืออ่านรีวิว มันมีแต่ที่สวยๆ ดูในแผนที่แล้วมันก็ไม่ได้ไกลมาก ก็เลยอยากไปมันทั้งหมด แล้วก็เลยยัดๆเข้าไปในหนึ่งทริป จนทำให้เหนื่อยเกินไปและหมดแรงต่อสู้
“อินเดีย” เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้อยู่ในลิสท์ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่เคยถูกลิสท์ออกมาอยู่ใน Wish list ของเราสองคน เพราะว่าประสบการณ์ครั้งแรกของคุณนายที่อินเดียไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไรนัก เพราะนางไปเจอขอทานรุมที่มุมไบ อย่างไรก็ตาม ทัชมาฮาล เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เราอยาก “รีบไป” ก่อนที่มันจะเหลืองไปกว่านี้ และอยากไปในตอนที่เรายังมีภูมิต้านทานต่อความลำบาก ยังมีกำลังในการรับมือกับสิ่งที่เรียกว่า “อินเดีย”
แล้วอยู่ๆทริปอินเดียก็เกิดขึ้น สมาชิกที่เราหลอกมาได้มีแค่หนึ่งคน เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ Jazzyrain ที่ไม่เคยพลาดเลยสักทริป แต่คราวนี้นางพ่วงสามีมาด้วย สามีผู้ซึ่งเคยไปกับเราแต่ทริปกินๆนอนๆ ทริปนี้จะเป็นทริปแรกที่ Jazzy พาไปผจญภัย (แล้วหลังจากนั้นเลยระแวงทุกครั้งที่เราชวนไปเที่ยว)
เป้าหมายของอินเดียในคราวนี้คือ ราชสถาน แคว้นทางเหนือของอินเดียที่เคยร่ำรวยอย่างไม่น่าเชื่อในอดีตและยังทิ้งมรดกอันสวยงามท้ากาลเวลาไว้มากมาย แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราจึงไปได้ไม่ครบทุกเมืองของราชสถาน สุดท้ายก็เลือกเมืองที่เป็นไฮไลท์ขึ้นมา แล้วบวกด้วยเดลีและอักรา สุดท้ายเราจึงได้เป็นทริป เดลี – อักรา – จัยปูร์ – จอดปูร์ – อุดัยปูร์ - เดลี ในเวลา 10 วัน ซึ่งบอกเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ และเชื่อว่าหลายๆคนก็เป็นเหมือนกัน เพราะเวลาดูรูปหรืออ่านรีวิว มันมีแต่ที่สวยๆ ดูในแผนที่แล้วมันก็ไม่ได้ไกลมาก ก็เลยอยากไปมันทั้งหมด แล้วก็เลยยัดๆเข้าไปในหนึ่งทริป จนทำให้เหนื่อยเกินไปและหมดแรงต่อสู้
เตรียมทริป
ในส่วนของการเตรียมทริปนั้นไม่ยากเท่าไหร่ สิ่งที่ต้องทำคือ เลี่ยงสิ่งที่อาจจะทำให้ทริปปั่นป่วน ได้แก่ ขนส่งสาธารณะ เนื่องจากรถไฟที่ขึ้นชื่อเรืองดีเลย์ และเหล่านักต้มตุ๋นที่ยืนดักรออยู่ที่สถานี้ ดังนั้นเราจึงเลือกเดินทางโดยใช้รถเช่าพร้อมคนขับ โดยเราเลือกจาก TripAdvisor นี่แหละ ตอนแรกก็เลือกอยู่สองเจ้า เจ้าแรกคือ อันดับหนึ่งของ TA ส่วนเจ้าที่สองเป็นเจ้าที่รีวิวน้อยกว่า แต่ว่าได้ 5 ดาว และ 4 ดาว ล้วน สุดท้าย...ด้วยราคาและความประทับใจในการตอบเมลอย่างรวดเร็ว เราก็เลยเลือกเจ้าที่สอง ชื่อว่า Incredible India by Car โดยคุณ Gulab Singh
ในส่วนของที่พัก เราจองจาก Booking.com ทั้งหมด (ตอนแรกก็เล็ง AirBnB ไว้ แต่ว่าไม่ค่อยแนใจเรื่องความสะอาด และไม่อยากปวดหัวกับการนัดเจอรับกุญแจ คืนกุญแจ) ที่พักในอินเดียมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น บัทเจทของเราอยู่ที่คืนละสองพันกว่าๆ ดังนั้นตัวเลือกที่ดีก็คือเหล่าที่พักที่เรียกว่า Haveli ซึ่งเป็นบ้านคนรวยที่นำมาดัดแปลงเป็นโรงแรมขนาดเล็ก สิ่งที่จะได้ Haveli ก็คือ บรรยากาศย้อนยุคเบาๆ กับ service ตามสมควร มีแค่บางคืนที่นอน apartment หรือ hostel ตอนจองก็รู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่เข้าท่าดี เพราะว่าราคาถูกและรีวิวดี
สำหรับวีซ่า เราใช้ e-visa online สมัครง่าย ได้เร็ว (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมทริปได้ที่นี่ค่ะ)
ในส่วนของการเตรียมทริปนั้นไม่ยากเท่าไหร่ สิ่งที่ต้องทำคือ เลี่ยงสิ่งที่อาจจะทำให้ทริปปั่นป่วน ได้แก่ ขนส่งสาธารณะ เนื่องจากรถไฟที่ขึ้นชื่อเรืองดีเลย์ และเหล่านักต้มตุ๋นที่ยืนดักรออยู่ที่สถานี้ ดังนั้นเราจึงเลือกเดินทางโดยใช้รถเช่าพร้อมคนขับ โดยเราเลือกจาก TripAdvisor นี่แหละ ตอนแรกก็เลือกอยู่สองเจ้า เจ้าแรกคือ อันดับหนึ่งของ TA ส่วนเจ้าที่สองเป็นเจ้าที่รีวิวน้อยกว่า แต่ว่าได้ 5 ดาว และ 4 ดาว ล้วน สุดท้าย...ด้วยราคาและความประทับใจในการตอบเมลอย่างรวดเร็ว เราก็เลยเลือกเจ้าที่สอง ชื่อว่า Incredible India by Car โดยคุณ Gulab Singh
ในส่วนของที่พัก เราจองจาก Booking.com ทั้งหมด (ตอนแรกก็เล็ง AirBnB ไว้ แต่ว่าไม่ค่อยแนใจเรื่องความสะอาด และไม่อยากปวดหัวกับการนัดเจอรับกุญแจ คืนกุญแจ) ที่พักในอินเดียมีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น บัทเจทของเราอยู่ที่คืนละสองพันกว่าๆ ดังนั้นตัวเลือกที่ดีก็คือเหล่าที่พักที่เรียกว่า Haveli ซึ่งเป็นบ้านคนรวยที่นำมาดัดแปลงเป็นโรงแรมขนาดเล็ก สิ่งที่จะได้ Haveli ก็คือ บรรยากาศย้อนยุคเบาๆ กับ service ตามสมควร มีแค่บางคืนที่นอน apartment หรือ hostel ตอนจองก็รู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่เข้าท่าดี เพราะว่าราคาถูกและรีวิวดี
สำหรับวีซ่า เราใช้ e-visa online สมัครง่าย ได้เร็ว (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมทริปได้ที่นี่ค่ะ)
ด่านแรกของการเดินทาง เริ่มตั้งแต่เครื่องบิน ... นับเป็นความผิดพลาดในการเลือก Jet Airway (ตอนนี้ก็เจ๊งไปซะแล้ว) เพราะว่าเบาะแคบมาก นั่งไม่สบายสุด แต่เวลาค่อนข้างดี คือออกเดินทางตอนเย็นที่กทม. ไปถึง เดลีตอนเที่ยงคืน เช้ามาก็เริ่มเที่ยวได้เลยและราคาถูก (ไปกลับเจ็ดพันบาท)
พอไปถึงสนามบินที่เดลี วิ่งไปที่ E-Visa ก็โชคดีมากที่ไม่มีคิวเลย แล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากอินเดีย โดยการเล่นตลกของคุณต.ม. .... เรื่องมีอยู่ว่า ตม.คนที่เราได้คิว ไม่ยอมทำให้สักที ได้แต่ขยี้ตาอยู่นั่น แล้วก็หันมาบอกว่า ไอเอานิ้วจิ้มตาตัวเอง แสบตา >.<
สักพัก คนข้างๆ ซึ่งทำให้เพื่อนเรา ก็มองหน้าเพื่อนสลับกับพาสปอร์ตอยู่หลายรอบ จนสุดท้ายถามว่าชื่ออะไร พอตอบไป ฮีก็หันพาสปอร์ตมาให้ดูว่านี่ไม่ใช่ .... คือพาสปอร์ตเพื่อนสลับกับเมีย 😅 😅 😅
สรุปว่า ยืนหัวเราะกันอยู่นานกว่าจะเสร็จ ถ้าคิวยาวข้างหลังคงด่าแน่ ส่วนเพื่อนอีกคน (ที่พาสปอร์ตสลับกับสามี) ต.ม.ก็มัวแต่งง แล้วไปๆมาๆ โดนไล่ไปต่อแถวใหม่ เพราะว่าเครื่องนั้นพังขึ้นมาซะเฉยๆ ... เป็นไงล่ะ ประสบการณ์ด่านแรก
สำหรับการเดินทางจากสนามบินไปที่พัก เราให้ที่พักส่งรถมารับจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับการเรียกแท็กซี่ที่สนามบิน ซึ่งอาจจะโดนโก่งราคาหรือพาหลงได้ แต่รถที่มารับก็แอบเก่าหน่อย แต่อย่างน้อยก็ถึงโดยปลอดภัย
แค่เดินออกมาจาก terminal เราก็ได้สัมผัสกับ “อินเดีย” แบบเต็มๆ ทั้งเสียงแตร การเข้ามารุมล้อมโดยคนชับรถ และกลิ่นควันจากมลพิษ
ที่พักคืนแรกนี่นับว่าเป็นที่ที่พลาดที่สุดในทริป ... ชื่อว่า Ashianaa Apartment ราคาค่อนข้างถูก แค่คืนละพันกว่าบาท ดีตรงที่มีลิฟท์ แต่แย่ที่สุดคือ ฝุ่นเยอะมาก กลิ่นควันจากข้างนอกที่เล็ดลอดเข้ามา และในห้องที่เราได้ยังมีกลิ่นสีจากการ refurbish
นอกจากนี้ วันแรกก็ได้ซ้อมสิ่งที่เรียนมาเลยนะ ... ว่าด้วยเรื่องของการส่ายหน้า หลายคนน่าจะเคยรู้มาบ้างว่าการส่ายหน้าของชาวอินเดียนั้นคือการตอบรับ ก่อนไป เราซ้อมดูวิดีโอไว้ก่อนเลย แต่พอเอาเข้าจริง คืนแรกตอนไปจ่ายค่าโรงแรม พนักงานส่ายหน้าใส่ให้เฉย เรานี่ขมวดคิ้วเลย ว่าจะเอาไงวะ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนเพื่อนหัวเราะ ว่าเราพลาดไปงงกับการส่ายหน้าของเค้าซะแล้ว -.-"
พอไปถึงสนามบินที่เดลี วิ่งไปที่ E-Visa ก็โชคดีมากที่ไม่มีคิวเลย แล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากอินเดีย โดยการเล่นตลกของคุณต.ม. .... เรื่องมีอยู่ว่า ตม.คนที่เราได้คิว ไม่ยอมทำให้สักที ได้แต่ขยี้ตาอยู่นั่น แล้วก็หันมาบอกว่า ไอเอานิ้วจิ้มตาตัวเอง แสบตา >.<
สักพัก คนข้างๆ ซึ่งทำให้เพื่อนเรา ก็มองหน้าเพื่อนสลับกับพาสปอร์ตอยู่หลายรอบ จนสุดท้ายถามว่าชื่ออะไร พอตอบไป ฮีก็หันพาสปอร์ตมาให้ดูว่านี่ไม่ใช่ .... คือพาสปอร์ตเพื่อนสลับกับเมีย 😅 😅 😅
สรุปว่า ยืนหัวเราะกันอยู่นานกว่าจะเสร็จ ถ้าคิวยาวข้างหลังคงด่าแน่ ส่วนเพื่อนอีกคน (ที่พาสปอร์ตสลับกับสามี) ต.ม.ก็มัวแต่งง แล้วไปๆมาๆ โดนไล่ไปต่อแถวใหม่ เพราะว่าเครื่องนั้นพังขึ้นมาซะเฉยๆ ... เป็นไงล่ะ ประสบการณ์ด่านแรก
สำหรับการเดินทางจากสนามบินไปที่พัก เราให้ที่พักส่งรถมารับจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับการเรียกแท็กซี่ที่สนามบิน ซึ่งอาจจะโดนโก่งราคาหรือพาหลงได้ แต่รถที่มารับก็แอบเก่าหน่อย แต่อย่างน้อยก็ถึงโดยปลอดภัย
แค่เดินออกมาจาก terminal เราก็ได้สัมผัสกับ “อินเดีย” แบบเต็มๆ ทั้งเสียงแตร การเข้ามารุมล้อมโดยคนชับรถ และกลิ่นควันจากมลพิษ
ที่พักคืนแรกนี่นับว่าเป็นที่ที่พลาดที่สุดในทริป ... ชื่อว่า Ashianaa Apartment ราคาค่อนข้างถูก แค่คืนละพันกว่าบาท ดีตรงที่มีลิฟท์ แต่แย่ที่สุดคือ ฝุ่นเยอะมาก กลิ่นควันจากข้างนอกที่เล็ดลอดเข้ามา และในห้องที่เราได้ยังมีกลิ่นสีจากการ refurbish
นอกจากนี้ วันแรกก็ได้ซ้อมสิ่งที่เรียนมาเลยนะ ... ว่าด้วยเรื่องของการส่ายหน้า หลายคนน่าจะเคยรู้มาบ้างว่าการส่ายหน้าของชาวอินเดียนั้นคือการตอบรับ ก่อนไป เราซ้อมดูวิดีโอไว้ก่อนเลย แต่พอเอาเข้าจริง คืนแรกตอนไปจ่ายค่าโรงแรม พนักงานส่ายหน้าใส่ให้เฉย เรานี่ขมวดคิ้วเลย ว่าจะเอาไงวะ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนเพื่อนหัวเราะ ว่าเราพลาดไปงงกับการส่ายหน้าของเค้าซะแล้ว -.-"
เช้ามาวันแรก ได้เจอกับนักท่องเที่ยวเยอรมัน/อังกฤษคู่นึงที่พักที่เดียวกัน ทริปนี้ของเค้ายาวนานถึง 21 วัน และวันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนกลับ สภาพของเค้าก็เลยดูไม่ได้เท่าไหร่ ประมาณว่าขึ้นเหนือลงใต้ ไปทั่วอินเดีย โดนรถไฟดีเลย์ไปวันนึง ท้องเสีย อาเจียน เมาเรือ และสารพัด ได้ฟังเค้าก็รู้สึกหนาวๆร้อนๆนิดนึง ว่าทริปนี้เราจะรอดมั้ย ...
สำหรับโปรแกรมวันแรกของเราคือ Delhi day tour เราใส่แพลนมาคร่าวๆ แล้วก็ยกหน้าที่ให้ไกด์ช่วยเรียงลำดับให้ รถเช่าของเรามารออยู่ตามเวลานัด คนขับชื่อ Manohar ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าพี่มโน ส่วนไกด์ จำชื่อไม่ได้แล้ว ดูเฟรนด์ลี่และ informative พอสมควร
ที่แรกที่เค้าพาไปคือ Jamar masjid เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเดลี ...ที่นี่ไม่เก็บค่าเข้า แต่ว่าเก็บค่ากล้อง ซึ่งจริงๆแล้วถ้าไม่คิดจะหยิบออกมาถ่ายภาพก็ไม่ต้องจ่ายตังก็ได้นะ อีกอย่างคือผู้หญิงจะต้องคลุมผ้าด้วยแม้ว่าจะแต่งตัวมิดชิดแล้วก็ตาม ที่นี่ก็สวยงามพอควร ได้รูปสวยๆมาหลายใบ ได้สัมผัสความอินเดียพอประมาณ (กลางลานค่อนข้างสกปรก แต่คนไม่เยอะ ก็เลยยังไม่มีการโดนเบียดเสียด)
ที่แรกที่เค้าพาไปคือ Jamar masjid เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเดลี ...ที่นี่ไม่เก็บค่าเข้า แต่ว่าเก็บค่ากล้อง ซึ่งจริงๆแล้วถ้าไม่คิดจะหยิบออกมาถ่ายภาพก็ไม่ต้องจ่ายตังก็ได้นะ อีกอย่างคือผู้หญิงจะต้องคลุมผ้าด้วยแม้ว่าจะแต่งตัวมิดชิดแล้วก็ตาม ที่นี่ก็สวยงามพอควร ได้รูปสวยๆมาหลายใบ ได้สัมผัสความอินเดียพอประมาณ (กลางลานค่อนข้างสกปรก แต่คนไม่เยอะ ก็เลยยังไม่มีการโดนเบียดเสียด)
| จากนั้นไกด์ก็พานั่งรถสามล้อถีบ ผ่าเมืองเข้าไปยัง spice market แทคติคแรกของการโกงเงินก็มา... ไกด์บอกว่า ค่ารถให้จ่ายที่ไกด์นะ เพราะว่าถ้าจ่ายกับสามล้อ เค้าจะโก่งราคา ... อืมมม ค่ารถที่ต้องจ่ายให้ไกด์คือคันละ 200 Rp. ซึ่งเราว่าถ้าจ่ายตรงไม่น่าจะถึงหรอก แต่ก็เอาเถอะ เล็กๆน้อยๆ สามล้อพาเราเข้าซอย แคบๆ ไปโผล่ถนนอีกด้านนึง ชีวิตริมถนนนี่น่าสนใจไม่น้อย และการนั่งในรถถีบก็ทำให้เรารู้สึกสนุกเพราะว่าได้ดูชีวิตริมทางอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ต้องลงไปเดินเสี่ยงอันตราย เรากับเพื่อนเลยลงความเห็นว่า การนั่งสามล้อถีบเป็นกิจกกรรมที่สนุกที่สุดในทริปนี้เลยก็ว่าได้ จากร้านเครื่องเทศ ที่ไกด์พาไป (เข้าใจว่าคงเป็นร้านที่ทุกคนพานักท่องเที่ยวมาซื้อ เพราะว่ามีแต่ต่างชาติทั้งร้าน ราคาค่อนข้างแพง แต่ packaging ดี รู้เค้าหลอก แต่ก็ซื้อนะ) สามล้อก็พาเราไปส่งที่ Delhi Red Fort ซึ่งเราได้แต่เดินรอบๆ เพราะว่าไกด์บอกว่าที่นี่ข้างในไม่มีอะไร ให้ไปดูที่ Agra fort ดีกว่า แล้วก็ไปอนุสรณ์สถานคานธี ขับรถวนรอบ india gate และเขตรัฐสภาหนึ่งรอบ | |
จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวัน ซึ่งจริงๆเราลิสท์ร้านอาหารมาไว้แล้ว แต่ไกด์เอาไปดู แล้วไม่พาไป กลับพาไปร้านที่ตัวเองรู้จัก ซึ่งไกด์บอกว่า nice and delicious แต่พอไปถึง เป็นร้านมืดๆ ดูเหมือนไนท์คลับมากกว่า อาหารรสชาติไม่แย่ แต่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ (ซึ่งเราก็มารู้ทีหลังอะนะ) ก็เลยคุยกันกับเพื่อนว่า น่าจะโดนแล้วล่ะ และตอนเย็นเราจะต้องหาทางพูดให้เค้าพาเราไปร้านที่เราอยากกินให้ได้
หลังจากอาหารกลางวัน เราก็ไปกันต่อที่ Humayan tomb เป็นหนึ่งในที่ที่ควรไปค่ะ เพราะว่าสวยงามเลยล่ะ เราอ้อยอิ่งกันจนเย็น แต่เวลาก็ยังเหลือ เราจึงเลือกไปที่ Akshardham ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่อลังการมาก อารมณ์แบบวัดพระธรรมกายนะเราว่า ที่นี่มีการรักษาความปลอกภัยที่เข้มงวดมาก ห้ามเอากระเป๋าและกล้องเข้าไป ก็เลยไม่มีรูปมาฝากเลย และต้องเดินผ่านเครื่องแสกนซึ่งคิวยาวมาก คุณป้าข้างหลังเราก็เบียดมาตลอดๆ รู้หมดเลยว่าคุณป้าพุงใหญ่แค่ไหน เราก็บ่นๆกับเพื่อน แต่พอโดนเบียดเข้านานๆเลยบรรลุว่า คนแต่ละชาติก็จะมี “ระยะห่าง” ไม่เท่ากัน สำหรับชาวอินเดีย ระยะห่างที่เค้าต้องการคือ ศูนย์ ในขณะที่ปกติ เราต้องการระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงแขน (สังเกตจากเวลาเข้าแถว) ฝรั่งนี่ยิ่งห่างมากๆ ... พอเราเข้าใจเค้ามากขึ้น ความหงุดหงิดก็ลดลง ด้านในของวัดนี้เต็มไปด้วยภาพเขียน และรูปปั้นที่วิจิตรอลังการมาก แต่ว่ามันเป็นของสร้างใหม่ เราก็เลยไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่ จริงๆที่นี่มีโชว์แสงสีเสียงตอนค่ำด้วย แต่สุดท้ายเราตัดสินใจไม่ดูกันเพราะว่าเหนื่อยเต็มที
จากนั้นเราก็บอกคนขับให้พาไปร้านอาหารที่เลือกมา พร้อมกับบอกไกด์ว่า ยูกลับได้เลย หมดงานแล้ว (ฮ่าๆๆ) เป็นอันว่าเราได้กินที่ร้าน Pind Belucci ซึ่งเพื่อนแนะนำมา เป็นร้านที่มีหลายสาขา ราคาไม่แพง และอร่อยค่ะ
เล่าในส่วนของอาหารกันหน่อย ทุกคนในทริปเราเป็นคนกินง่ายค่ะ และไม่มีปัญหากับอาหารอินเดีย เพราะเวลาอยู่กรุงเทพก็ชวนกันไปกินอาหารอินเดียเป็นประจำ อาหารอินเดียที่อินเดียนี้ก็ไม่ได้ต่างกัน บางร้านอาจจะรสจัดหน่อย บางร้านรสชาติเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวหน่อย แต่มันจะมีบางครั้งที่เราต้องแวะกินข้างทาง พวกนั้นคือไม่อร่อยจริงๆ ที่เหลือก็ถือว่าชิลๆค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบเครื่องเทศ อาจจะแย่หน่อย เพราะแม้แต่ร้านอาหารฝรั่ง (ที่กินในทริปนี้) ก็ยังติดกลิ่นเครื่องเทศมาด้วย
(หลังจากทริปแรกนี้ ทริปถัดๆมาเราทำการบ้านมากขึ้น และได้ลิสท์ร้านอาหารที่ไปลองทานแล้วพบว่าดีมาเพียบเลยค่ะ)
เล่าในส่วนของอาหารกันหน่อย ทุกคนในทริปเราเป็นคนกินง่ายค่ะ และไม่มีปัญหากับอาหารอินเดีย เพราะเวลาอยู่กรุงเทพก็ชวนกันไปกินอาหารอินเดียเป็นประจำ อาหารอินเดียที่อินเดียนี้ก็ไม่ได้ต่างกัน บางร้านอาจจะรสจัดหน่อย บางร้านรสชาติเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวหน่อย แต่มันจะมีบางครั้งที่เราต้องแวะกินข้างทาง พวกนั้นคือไม่อร่อยจริงๆ ที่เหลือก็ถือว่าชิลๆค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบเครื่องเทศ อาจจะแย่หน่อย เพราะแม้แต่ร้านอาหารฝรั่ง (ที่กินในทริปนี้) ก็ยังติดกลิ่นเครื่องเทศมาด้วย
(หลังจากทริปแรกนี้ ทริปถัดๆมาเราทำการบ้านมากขึ้น และได้ลิสท์ร้านอาหารที่ไปลองทานแล้วพบว่าดีมาเพียบเลยค่ะ)












Comments
Post a Comment