Bhutan in hundred shades of nature (Punakha)

เข้าสู่วันที่สามของทริป... เราเดินทางจาก Timphu ไป Punakha กันแต่เช้า แค่ออกจาก Timphu ไปหน่อยเดียวก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับต้นไม้สวยๆหนาแน่นเต็มภูเขา นอกจากเฉดสีเขียวอ่อนเขียวเข้มแล้วยังมีสีแดงของ Rhododendron แซมมาเป็นระยะๆ แต่ว่าขานี้ฉันนั่งฝั่งที่ถ่ายรูปไม่ถนัดเลยได้แต่นั่งชมธรรมชาติด้วยความเบิกบานใจ ...
นั่งรถไปได้สักสองชั่วโมง เราก็ถึง Dochula Pass อันเป็น pass ที่สูงสุดที่หนึ่งในภูฏาน ที่ความสูงประมาณ 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
อย่างที่เคยเล่าไปในบล็อกเปรูเกี่ยวกับเรื่องของ high altitude ว่าคุณนายมีอาการแพ้ความสูงค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วภูฏานไม่ได้สูงขนาดที่ร่างกายจะมีอาการอย่างตอนที่เป็นตอนไปเปรู (เช่น Paro กับ Timphu จะอยู่ที่ความสูงสองพันกว่าเมตร) ร่างกายจะไม่ได้มีปฏิกิริยาเท่าไหร่ แต่ฉันก็กังวลอยู่ดี ก่อนมาภูฏานจึงรีบไปซื้อ Diamox มาเตรียมไว้  เอาเข้าจริงถึงแม้ว่า Dochula Pass จะสูงถึงสามพันเมตรแต่เราก็อยู่กันแป๊บเดียว แค่ทางผ่าน ก็เลยไม่เป็นไรค่ะ สบายดี 

ที่ Dochula นี้ มีจุดท่องเที่ยวคือ 108 Stupas คือสถูป 108 องค์ ที่สร้างเป็นที่ระลึกแก่ทหารที่เสียชีวิตเมื่อครั้งเกิดการต่อสู้กับทหารอัสสัมที่ชายแดนอินเดีย สถูปนี้สร้างโดยพระราชินีในกษัตริย์องค์ก่อน (Queen mother ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน) จริงๆแล้วเลข 108 นี่มีที่มาที่เกี่ยวกับศาสนาด้วยนะ แต่ว่าลืมอีกแล้วค่า T_T (สัญญาว่าทริปหน้าจะเอาสมุดไปจดด้วย จะได้มีเรื่องมาเล่าครบๆ) 

อีกจุดหนึ่งบน Dochula pass คือ Druk Wangyal Lhakhang ซึ่งเป็นวัดที่สร้างหลังการสร้างสถูป ด้านในมีภาพวาดที่เกี่ยวกับกษัตริย์องค์ที่สี่ค่ะ
ที่นี่เราแวะเข้าห้องน้ำในร้านกาแฟ ห้องน้ำสะอาดนะ แต่กาแฟไม่ได้เรื่องเลย >.< ใครต้องผ่านไป ก็ไม่ต้องทานนะคะ (เราเตือนคุณแล้ว)
จาก Dochula Pass ไปอีก 20 นาที คณะของเราแวะกันที่ Lamperi Botanic Park เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของ Rhododendron festival ก็เลยมีการแสดงพื้นบ้านจากนักเรียน... น่าสนใจดีค่ะ การแสดงบางชุดเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมจากธิเบตด้วย พอมาแถบๆนี้เหมือนจะมีชาวธิเบตอพยพเข้ามาเยอะอยู่ แอบฟังคนอื่นถามเค้าได้ความว่าเค้าอพยพเข้ามาตอนที่ธิเบตกลายเป็นของจีนนั่นแหละค่ะ

นอกจากการแสดงแล้ว ด้านในสวนจะมีเต้นท์ขายอาหาร (local มาก) และมีเจ้า Yak ผูกไว้โชว์ รวมทั้งมีขน Yak ขายด้วย แต่ถึงแม้งานจะชื่อ Rhododendron festival แต่ในงานนี้ไม่มี Rhododendron นะคะ ถามไกด์ได้ความว่า festival นี้จัดขึ้นเพื่อฉลองฤดูใบไม้ผลิ และการบานของ Rhododendron ก็เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของใบไม้ผลินั่นเอง

จาก botanic garden ใช้เวลาอีกประมาณไม่ถึงชั่วโมง เป็นทางขับลงเขา แล้วก็ถึงที่พักวันนี้ คือ Drubchhu Resort Punakha ถึงแม้ว่าจะวิวดี  แต่ว่าที่นี่อาหารไม่อร่อยเลย และ wifi ก็มีแต่ที่ล็อบบี้ด้วย แถมต่อไม่ค่อยติดอีกต่างหาก T_T  (ไม่รู้ว่าที่รีสอร์ทอื่นเป็นเหมือนกันมั้ย)
Punakha นี้เป็น valley อยู่ในที่ต่ำกว่าเมืองอื่นๆในทริปนี้ ดังนั้นอากาศจะอบอุ่นกว่า แต่แปลกตรงที่ว่า app  Weather ใน iphone บอกว่าอุณหภูมิติดลบและมีหิมะตกบางวันซะอีก ด้วยเหตุนี้เองหลายๆคนในคณะของเราจึงใส่เสื้อโค้ทมาในกระเป๋าใบใหญ่ด้วย ยังไงก่อนเดินทางก็ควรหาข้อมูลเรื่องอากาศจากหลายๆแหล่งนะคะ

โปรแกรมบ่ายนี้ของเราเป็นการเดินทุ่งกันค่ะ เดินผ่านหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนา ไปวัด Chimi Lhakhang หรือว่า Divine mad man ตลอดทางมาวัดนี่เห็นรูปลึงค์ตามกำแพงบ้านจนปวดตาไปหมด 

สำหรับวัดนี้นั้น ตำนานคือ นักบวชที่มีนามว่า Drukpa Kunley ได้กำจัดปีศาจด้วยพลังสายฟ้าแล้วฝังไว้ในก้อนหินสีดำ ที่พิเศษคือนักบวชท่านนี้เผยแผ่คำสอนผ่านการร้องเพลง เรื่องตลก และเรื่องเกี่ยวกับ sex เป็นต้น จึงได้ฉายาว่า Divine madman และยังเป็นผู้เผยแผ่ความเชื่อเรื่องลึงค์นี่แหละ แถบนี้เลยมีให้เห็นมากกว่าที่อื่นๆในภูฏาน ภายหลังที่นี่เป็นวัดที่ผู้คนมากราบไหว้เพื่อขอให้มีลูก ถ้าสังเกตจะเห็นว่ารูปภาพบริเวณ prayer wheel ก็วาดเป็นสีดำต่างจากวัดอื่นๆ

การเดินวันนี้ถือเป็นการซ้อมเบาๆ เพราะเดินพื้นราบเป็นส่วนใหญ่ พวกเราก็ enjoy ในการถ่ายรูปมาก กลับมาอีกทีก็เย็นเลย ระหว่างเดินนี้ชวนไกด์คุยสัพเพเหระ ได้ความว่า เวลาคนที่นี่แต่งงาน ผู้ชายจะย้ายเข้าบ้านผู้หญิง และไม่มีระบบสินสอด  ส่วนเรื่องของการเกษตร คนที่นี่จะนำสินค้าไปขายที่ตลาดสัปดาห์ละครั้ง ในวันเสาร์ เรียกว่าเป็น farmer market 
อีกเรื่องนึงที่เคยคุยก่อนนี้ คือ เรื่องการศึกษา เนื่องจากที่ภูฏานนี้มีภูมิประเทศเป็นเขา ประชาชนจึงแบ่งเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่มีภาษาพูด (dialect) ต่างกัน แต่มีแค่ภาษาเขียนเดียว คือ Dzongkha ซึ่งมีความยากมาก นอกจากนี้ระบบการศึกษาในชั้นสูงๆในภูฏานยังมีไม่มากนัก คนนิยมออกไปเรียนในอินเดียมากกว่า ทำให้โรงเรียนในภูฏานจึงจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ชาวภูฏานส่วนใหญ่จึงพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดีทีเดียว อย่างไกด์ทั้งสองของเรานี่ภาษาเข้าขั้น excellence เลย  
สิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ คนภูฏานอาจจะพูดลงท้ายด้วยคำว่า La เป็นการแสดงความเคารพ โดยเฉพาะเวลาพูดกับผู้ใหญ่ แต่เนื่องจากเราชินกับสำเนียงสิงคโปร์ที่ชอบลงท้ายว่า La เช่นกัน ก็เลยรู้สึกคุ้นเคยมาก :)   
เช้าวันที่สี่ เราไปกันที่ Sangchhen Dorji Lhuendrup nunnery ฉันขออนุญาตเรียกสั้นๆว่าวัดนางชี (เรียกอย่างกับวัดที่ฮ่องกง) เพราะว่าที่นี่เป็นวัดสำหรับชีจริงๆ แต่ว่าชีที่นี่แต่งตัวเหมือนกับพระเปี๊ยบ ขนาดไกด์ยังบอกว่าบางทีเค้าก้แยกไม่ออกเหมือนกัน
วัดนี้ตั้งอยู่เกือบจะบนยอดเขา วิวสวยสุดลูกหูลูกตา เสียแต่ว่าวันนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจ นอกจากนี้บริเวณนี้ยังเป็นหมู่บ้านที่ Queen mother เคยอยู่ก่อนที่จะแต่งงานกับกษัตริย์องค์ที่สี่อีกด้วย 
สถูปของที่นี่จะเป็นศิลปะแบบเนปาล มีรูปดวงตาอยู่ด้านบน แปลกกว่าวัดอื่นที่เราไปกันก่อนหน้านี้
จุดหมายที่สอง Khamsung Yulley Namgyel Temple ที่นี่เราจะต้องเดินข้าม valley แล้วเดินขึ้นเขากันประมาณหนึ่งชั่วโมง ตอนมองขึ้นไปครั้งแรกรู้สึกว่าไกลมาก แต่ว่าก็เดินกันไปเพลินๆ วิวสวยๆ อากาศดี สักพักก็ถึง
ระหว่างทาง เจอกับทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งชาวบ้าน บางบ้านอุ้มลูกเล็กเด็กแดงมาด้วย ไกด์บอกว่าส่วนใหญ่คนที่นี่จะมาไหว้ขอพรให้แข็งแรง สุขภาพดี

วัดนี้สร้างโดย Queen mother นัยว่าเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข ส่วนขององค์สถูปสูงสี่ชั้น (ไม่ได้ฟังข้อมูลที่เกียวกับวัด เพราะว่าเดินไปถึงก่อนคนอื่นนานเหมือนกันแล้วก็เลยคลาดกับไกด์ไป) เดินขึ้นไปถึงด้านบนได้ค่ะ วิวดีมากๆ วันนั้นที่เราเดินอากาศเย็นมีฝนเล็กน้อย ก็เลยมัวๆหน่อย 

บริเวณสะพานแขวนที่เดินข้ามแม่น้ำมาตอนแรกก็วิวดีค่ะ ตรงนั้นจะมีบางทัวร์มาเล่นแพยางล่องแก่งกันด้วย ฤดูที่ควรล่องก็คือช่วงเมษานี่แหละค่ะ เพราะน้ำไม่มากเกินไปทำให้มีแก่งพอให้ได้เล่น สนนราคาลำละ $200 นั่งได้ 6-8 คน  แม่น้ำตรงนี้คือ แม่น้ำ Mo Chuu หรือ female river ซึ่งจะไหลไปรวมกับ Pho Chhu หรือ Male river บริเวณ Punakha Dzong รวมกันกลายเป็น Puna Tsang Chuu
เราย้อนกลับเข้าเมืองไปทานอาหารกลางวันกันก่อน แต่เนื่องจากใช้เวลาในการเดินขึ้นเขาค่อนข้างมากจึงทำให้เวลาไม่พอที่จะไปเดินตลาด farmer market (ทานอาหารเสร็จตลาดก็วายซะแล้ว) เราจึงมุ่งหน้ากลับไปที่ Punakha Dzong
เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนี้มีการปิดสะพานเพื่อซ่อมแซมหลังคา เราจึงไม่ได้เดินข้ามสะพาน รถต้องพาอ้อมไปข้ามอีกสะพานนึงแทน
Punakha Dzong หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Pungtang Dechen Photrang Dzong ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดย Zhabdrung Rinpoche ตำนานเล่าว่าท่านได้มาสร้างป้อมตรงพื้นที่ที่มีรูปร่างเหมือนช้างหมอบ ที่นี่เป็น Dzong ที่ใหญ่และเก่าแก่เป็นอันดับสอง แต่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุด และถูกใช้ในพระราชพิธีสำคัญ รวมถึงพิธีอภิเษกของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นที่เก็บพระศพของต้นตระกูล
สำหรับเราแล้ว Dzong นี้สวยที่สุดจริงๆ โดยเฉพาะ courtyard ด้านในสุด ที่อาคารและวัดตกแต่งด้วยสีน้ำเงินสดและลวดลายที่วิจิตรสวยงามมาก  

ถัดจาก Punakha Dzong ไปทางด้าน Male river (เมื่อกี้เรามาจากด้าน female river) จะมีสะพานแขวนที่ยาวที่สุด ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่ามาถ่ายรูปค่ะ 


Punakha นี้เป็นเมืองที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งในการมาภูฏานครั้งแรก เพราะว่ามีทั้งธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ช่วยเพิ่มดัชนีความสุขให้ได้อย่างมากค่ะ 

Comments

Popular posts from this blog

Unforgettable India [4 Jodhpur] - Blue City ที่ได้แต่มองไกลๆ

Unforgettable India [5 Udaipur] - The City of Lakes

North Kyushu Road Trip