ทริปสุข-อุทัย: สุขใจที่อุทัย สุโขทัย พิษณุโลก
ทริปภาคกลางทริปนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุผลหลักสองประการคือ ยังมีจังหวัดในภาคกลางที่เราข้ามไปข้ามมา ไม่ได้เที่ยวสักที นั่นก็คือ จ.กำแพงเพชร ประการที่สองก็คืออยากไปนอนบ้านสวนจันทิตา ที่อุทัยธานี
ไปๆมาๆ เนื่องจากเราหาที่พักที่น่านอนในจ.กำแพงเพชรไม่ได้ จึงตัดสินใจไปนอนที่สุโขทัย โดยตั้งใจกลับไปที่ Maison De Sukhothai ซึ่งเราเคยไปเมื่อหกปีก่อน สุดท้ายเลยกลายเป็นทริป อุทัย – สุโขทัย – กำแพงเพชร แม้ว่าตอนแรกจะตั้งใจให้เป็นทริปชิลๆ slow life แต่เนื่องจากระยะทางในแต่ละจุด ทำให้กลายเป็นที่อยู่ในรถนานพอสมควร
ไปๆมาๆ เนื่องจากเราหาที่พักที่น่านอนในจ.กำแพงเพชรไม่ได้ จึงตัดสินใจไปนอนที่สุโขทัย โดยตั้งใจกลับไปที่ Maison De Sukhothai ซึ่งเราเคยไปเมื่อหกปีก่อน สุดท้ายเลยกลายเป็นทริป อุทัย – สุโขทัย – กำแพงเพชร แม้ว่าตอนแรกจะตั้งใจให้เป็นทริปชิลๆ slow life แต่เนื่องจากระยะทางในแต่ละจุด ทำให้กลายเป็นที่อยู่ในรถนานพอสมควร
ทริปของเราเริ่มจาก กรุงเทพ – อุทัยธานี จุดหมายแรกในอุทัย คือ หุบป่าตาด ซึ่งเรียกกันว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์ เพราะมีต้นไม้ขนาดใหญ่หน้าตาแปลกๆหลายต้น นอกจากนี้ยังมี กิ้งกือสีชมพู ซึ่งพบที่นี่เท่านั้น
หากมาจากกรุงเทพฯ จะไปหุบป่าตาด จะต้องขับเลยตัวจังหวัดอุทัยไปประมาณครึ่งชั่วโมง น้องๆมัคคุเทศจิ๋วจะคอยให้บริการอยู่หน้าทางเข้า
ภายในบริเวณหุบป่าตาด ถูกเคลียร์พื้นที่ไว้เป็นทางเดินอย่างดี ... ดีเกินไปในความรู้สึกเรา เพราะมันเป็นทางเดินที่เหมือนฟุตบาทริมถนน แทนที่จะกลมกลืนกับธรรมชาติและให้ความรู้สึกเหมือนเดินป่า ... บริเวณที่เดินชมหุบป่าตาดนั้นไม่ลำบากเลยแม้แต่น้อย มีเพียงการออกแรงนิดหน่อยตอนขึ้นบันไดช่วงแรก และใช้เวลาโดยรวมไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เพราะพื้นที่ค่อนข้างเล็ก โดยรวมแล้วที่นี่นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ว่าเราคงคาดหวังไว้มาก เลยผิดหวังนิดหน่อยเพราะว่ามันไม่ใช่ป่าทึบอย่างที่จินตนาการไว้
หากมาจากกรุงเทพฯ จะไปหุบป่าตาด จะต้องขับเลยตัวจังหวัดอุทัยไปประมาณครึ่งชั่วโมง น้องๆมัคคุเทศจิ๋วจะคอยให้บริการอยู่หน้าทางเข้า
ภายในบริเวณหุบป่าตาด ถูกเคลียร์พื้นที่ไว้เป็นทางเดินอย่างดี ... ดีเกินไปในความรู้สึกเรา เพราะมันเป็นทางเดินที่เหมือนฟุตบาทริมถนน แทนที่จะกลมกลืนกับธรรมชาติและให้ความรู้สึกเหมือนเดินป่า ... บริเวณที่เดินชมหุบป่าตาดนั้นไม่ลำบากเลยแม้แต่น้อย มีเพียงการออกแรงนิดหน่อยตอนขึ้นบันไดช่วงแรก และใช้เวลาโดยรวมไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เพราะพื้นที่ค่อนข้างเล็ก โดยรวมแล้วที่นี่นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ว่าเราคงคาดหวังไว้มาก เลยผิดหวังนิดหน่อยเพราะว่ามันไม่ใช่ป่าทึบอย่างที่จินตนาการไว้
จากหุบป่าตาด เราเข้ามาอุทัยเพื่อเช็คอินที่บ้านสวนจันทิตา ที่นีโด่งดังในเรื่องของดีไซน์ ซึ่งก็น่าประทับใจ เสียดายที่มีเวลาน้อยเลยไม่ได้ชมสวนเลย เจ้าของที่นี่ หรือที่ทุกคนเรียกว่าอาจารย์ มีกฎของบ้านที่ค่อนข้างเข้มงวด (จริงๆแล้วก็เป็นกฎทั่วๆไปของที่พัก เพียงแต่ว่ามีการเรียกมารับทราบก่อนเข้าพักกันสักหน่อย) เสียดายที่ว่าที่นี่ไม่ได้อยู่ติดคลอง เลยไม่ได้ความชิลแบบเต็มร้อย จริงๆแล้วที่พักในอุทัยธานี เดี๋ยวนี้มีให้เลือกเยอะมาก แพที่สวยๆอยู่ริมน้ำก็เยอะ ใครที่ชอบนอนริมน้ำอาจจะลองหาดู
อาหารเย็นของเราไปกันที่ริมน้ำแถวๆเกาะโพธิ์ ชื่อร้านป้าสำราญ คนเยอะทีเดียว ... ที่นี่บรรยากาศดี อาหารเด็ดคือผัดถั่วฝักยาว ซึ่งอร่อยจริงสมเป็นเมนูแนะนำเพราะว่าไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวเลย ส่วนเมนูอื่นๆก็รสชาติดี ทานเสร็จแล้วก็ไปต่อกันที่ถนนคนเดินตลาดเก่าบ้านสะแกกรัง ผิดหวังเล็กน้อยเพราะสินค้าที่เอามาขาย ทั้งอาหารและอย่างอื่นไม่มีอะไรเป็นพื้นบ้านหรือว่า authentic เลย สุดท้ายเลยไม่ได้อะไรติดมือกลับมาสักอย่างแม้แต่ขนม บังเอิญว่าเจอร้านน้ำเต้าหู้ใกล้ๆ เลยจัดไปคนละถ้วยให้หลับสบาย :)
อาหารเย็นของเราไปกันที่ริมน้ำแถวๆเกาะโพธิ์ ชื่อร้านป้าสำราญ คนเยอะทีเดียว ... ที่นี่บรรยากาศดี อาหารเด็ดคือผัดถั่วฝักยาว ซึ่งอร่อยจริงสมเป็นเมนูแนะนำเพราะว่าไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวเลย ส่วนเมนูอื่นๆก็รสชาติดี ทานเสร็จแล้วก็ไปต่อกันที่ถนนคนเดินตลาดเก่าบ้านสะแกกรัง ผิดหวังเล็กน้อยเพราะสินค้าที่เอามาขาย ทั้งอาหารและอย่างอื่นไม่มีอะไรเป็นพื้นบ้านหรือว่า authentic เลย สุดท้ายเลยไม่ได้อะไรติดมือกลับมาสักอย่างแม้แต่ขนม บังเอิญว่าเจอร้านน้ำเต้าหู้ใกล้ๆ เลยจัดไปคนละถ้วยให้หลับสบาย :)
| เช้าวันที่สอง โปรแกรมของเราคือไปตลาดเช้าเมืองอุทัย ... ตลาดที่นี่ตั้งอยู่ใกล้ๆตลาดเก่าเมื่อคืน แต่เขยิบไปทางริมน้ำ ตลาดเริ่มตั้งแต่เช้ามืด แปดโมงกว่าๆก็วายแล้ว สินค้าที่ตลาดส่วนใหญ่เป็นของสด เช่น ปลาน้ำจืดต่างๆ ผัก ส่วนอาหารปรุงสุกมีไม่มาก ที่เห็นก็จะมีขนมจีนสองเจ้า โจ๊กสองเจ้า ไม่มีน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ เราเดินวนไปวนมาจนตลาดวายก็จบลงที่โจ๊ก ทานเสร็จก็ไปสั่งจองขนมปังสังขยาไพพรรณเจ้าดัง (ขนมปังแข็งมาก แต่ไส้สังขยาอร่อยมาก ดังนั้น แนะนำว่าถ้าจะซื้อเป็นของฝากควรซื้อเฉพาะสังขยากระปุกจะดีกว่าค่ะ) แล้วเราเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำสะแกกรังไปวัดโบสถ์กัน กลางแม่น้ำสะแกกรัง จะเห็นเรือนแพเต็มไปหมด ได้บรรยากาศชิลๆมาก วัดอุโบสถาราม หรือ วัดโบสถ์นี้ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเขียนสีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สวยงามมากค่ะ จากวัดโบสถ์ เรามุ่งหน้าไปยังวัดท่าซุง ไปชมวิหารแก้วอันระยิบระยับ แล้วก็กลับมาเก็บของ มุ่งหน้าไปสุโขทัย | |
| จากนั้นก็ตรงไปสุโขทัยและเข้าที่พักกันก่อนเลย ... ที่พักวันนี้ของเราคือ Maison De Sukhothai อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่าเราเคยไปพักที่นี่เมื่อห้า-หกปีก่อน ตอนนั้นที่นี่เพิ่งเปิดไม่นาน เป็นที่พักที่เก๋มากๆ(มากที่สุด)ในสุโขทัย ในขณะที่โรงแรมในสุโขทัยส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมใหญ่ๆไม่ค่อยมี character แม้ว่าปัจจุบันนี้มีโรงแรม/ที่พัก น่ารักๆที่สุโขทัยเปิดใหม่หลายที่ แต่เราก็ยังคิดถึงที่นี่อยู่ Maison De Sukhothai นี้ เป็นบ้านมากกว่าโรงแรม อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Homestay แต่ตึกสำหรับแขกที่มาพักจะแยกจากตัวบ้านของเจ้าของ ตึกที่ว่านี้มีแค่สี่ห้องเท่านั้นค่ะ จุดเด่นของที่นี่...เมื่อใครๆมาถึงก็จะต้องสะดุดตากับกำแพงสีแดงเข้มตักกับต้นไม้สีเขียวร่มรื่น พร้อมได้รับการทักทายจากแมวสีสวาดตัวงาม หน้าบ้านพักคือคลองเล็กๆ พี่ต๋องเจ้าของบ้าน เลยทำชานเรือนนั่งเล่นเอาไว้ที่ท่าน้ำ ชิลมากๆค่ะ Maison นี้แปลว่าบ้าน พี่ต๋องก็เป็นเจ้าของบ้านที่น่ารักมาก แขกที่มาพักจึงรู้สึกเหมือนกับมานอนพักบ้านญาติมากกว่ามานอนโรงแรม ราคาห้องพักจะรวมอาหารเย็น และอาหารเช้า ด้วย ดังนั้นแม้ว่าที่พักจะออกนอกเมืองมาพอสมควรก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าถ้าค่ำแล้วก็ไม่ต้องออกไปหาอะไรทานข้างนอกแล้วค่ะ | |
เรานั่งเล่นและเดินชมสวนเล็กๆของพี่ต๋องกันสักพัก ก็เข้าไปยังอุทยานประวัติศาสตร์ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ช่วงที่เราไป (ต้นเดือนธันวาคม) เป็นช่วงที่ทางอุทยานฯจัดแสดงแสงสี คือมีการประดับไฟและจัด lighting ที่เจดีย์ใหญ่ แสงไฟสะท้อนบึงน้ำด้านหน้าสวยงามมาก พอดีกับที่ท้องฟ้าเป็นใจ เลยได้ sunset glow สีสวยมากบวกกับอากาศเย็นๆในฤดูหนาว ทำให้ทุกคนประทับใจกันถ้วนหน้า
ช่วงเช้า เราออกไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ทุ่งนาไม่เขียวมากเพราะว่าชาวบ้านเพิ่งดำนากันไปไม่นาน แต่ก็ได้สูดอากาศเต็มที่ พร้อมกับชมพระอาทิตย์ขึ้นกลางท้องนา แต่แนะนำว่าควรไปเป็นหมู่คณะและพกไม้ไปด้วยเพราะว่าสุนัขเยอะมาก เป็นสุนัขที่ชาวบ้านเค้าเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านนี่แหละค่ะ เลยเห่าดังกันทุกตัว
อาหารเช้าที่บ้านพี่ต๋อง อาจจะไม่มีเนื้อสัตว์ แต่ว่าไข่ไก่ เก็บมาสดๆจากบ้านญาติข้างๆ ขนมปังทำเองด้วยยีสต์ที่พี่ต๋องให้แฟนหิ้วมาจากฝรั่งเศส (เหนียวนุ่มมาก) แยมทำเองเช่นกัน และผลไม้สดๆ
แม้ว่าจะได้มาซ้ำสมใจ แต่ก็ยังรู้สึกว่าอยากอยู่นานกว่านี้ เอาไว้คราวหน้าจะมาสองคืน
อาหารเช้าที่บ้านพี่ต๋อง อาจจะไม่มีเนื้อสัตว์ แต่ว่าไข่ไก่ เก็บมาสดๆจากบ้านญาติข้างๆ ขนมปังทำเองด้วยยีสต์ที่พี่ต๋องให้แฟนหิ้วมาจากฝรั่งเศส (เหนียวนุ่มมาก) แยมทำเองเช่นกัน และผลไม้สดๆ
แม้ว่าจะได้มาซ้ำสมใจ แต่ก็ยังรู้สึกว่าอยากอยู่นานกว่านี้ เอาไว้คราวหน้าจะมาสองคืน
| จากบ้านพี่ต๋อง เรามุ่งหน้ากลับกรุงเทพกัน โดยแวะกลับเข้ามาอุทยานฯก่อน พาเพื่อนไปไหว้พระที่วัดศรีชุม ก่อนที่จะไปจังหวัดกำแพงเพชร เพื่ออีกเป้าหมายหนึ่งของทริปนี้ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรพื้นที่แบ่งเป็นสองส่วน เราเข้าโซนทิศเหนือก่อน เพราะว่ามาจากทางสุโขทัย วัดเด่นๆในนี้ก็คือ วัดพระสี่อริยาบถ และวัดพระสิงห์ โซนนี้ค่อนข้างรก หมายถึงต้นไม้ เศษใบไม้ต่างๆ ไม่เรียบร้อยเหมือนที่สุโขทัย เนื่องจากมีเวลาน้อย เราก็เลยแวะชมได้แค่สองจุดที่กล่าวมา จากนั้นก็ไปอีกโซนนึงซึ่งอยู่ติดกับศาลหลักเมือง โซนนี้ดูเหมือนได้รับการดูแลดีกว่าโซนทิศเหนือ จะมีวัดพระแก้ว และวัดพระธาตุค่ะ มื้อกลางวันเราแวะทานกันที่ร้าน กินปลา (มาตาม wongnai เหมือนเดิม) คนเยอะมาก อาหารเน้นปลาแม่น้ำ รสชาติใช้ได้ แต่คนขายดุมาก เนื่องจากอาหารจานค่อนข้างเล็ก (กว่าที่คิดไว้มาก) เลยจะสั่งเพิ่ม แต่ว่าโดนดุว่าทำไมไม่สั่งรอบเดียว ถ้าสั่งตอนนี้ต้องไปต่อคิวโต๊ะอื่นอีกรอบ ...ก็เลยไม่สั่ง และขอบายร้านนี้เลยแล้วกัน สุดท้าย เราปิดทริปกันด้วยร้านของฝาก ปลาร้านาย... เจ้าดัง เข้าไปนี่กลิ่นมาเลย แต่ต้องยอมรับว่าอร่อยจริงๆ เป็นอันว่าจบทริปสามวันสองคืนไปอย่างอิ่มเอม :) | |
































Comments
Post a Comment