อยุธยา ไปกี่ครั้งก็ยังชิล

อยุธยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำของเราสองคนในช่วงที่เดทกันแรกๆ เรียกว่าไปทุกเดือน เก็บทุกวัด ตั้งแต่วัดที่ทุกคนต้องไป อย่างวัดใหญ่ วัดพนัญเชิง วัดราชบูรณะ ไปจนถึงวัดที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักอย่างวัดกุฎีดาว หรือปราสาทนครหลวง จนตอนนั้นได้ออกโปสการ์ดมาหนึ่งชุด แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นานก็น้ำท่วมใหญ่แล้วเราก็ยังไม่ได้ไปอยุธยาอีกเลย (มีแวะเข้าไปซื้อสายไหมบ้าง เวลาไปเที่ยวอีสานหรือเขาใหญ่) จนเมื่อเดือนก่อนนี้เอง... (ใครอยากได้ postcard ชุดนี้ก็ส่งข้อมความมาได้ทั้งที่นี่และใน page นะคะ)
มาหนนี้ เราออกเดินทางวันศุกร์ และค้างหนึ่งคืนที่โรงแรมศาลาอยุธยา โดยขาไป เราแวะไปทานข้าวที่ร้าน “มองอำเภอ” ร้านนี้มีความโดดเด่นตรงที่ต้องนั่งเรือไป โดยการเดินทางให้ขับรถไปทางเดียวกับพระราชวังบางปะอิน ก่อนถึงพระราชวังจะมีซอยใกล้ๆกับตลาดโลตัส มีป้ายส.น. เข้าไปแล้วจอดที่หน้าที่ว่าการอำเภอบางปะอินได้เลย แล้วขึ้นเรือข้ามฟาก โดยบอกคนขับเรือว่าไปร้านอาหารมองอำเภอ
เนื่องจากเรามาในเวลาที่คนเค้าทำงานกัน ร้านก็เลยไม่มีคน บรรยากาศชิลๆดีมาก พี่เจ้าของร้านดูแนวมากเห็นบางรีวิวบอกว่าหน้าดุไป ฮ่าๆๆ แต่เราเฉยๆนะ เค้าก็พูดดี
มีเรื่องตลกมาก คือ แฟนเราอยากกินกุ้งแม่น้ำ ปกติเราจะไปกินกันที่ร้านเรือนไทย กุ้งเผา แต่หลังๆคือต้องโทรไปจองกุ้ง เพราะว่าหมดเร็วมาก ดังนั้นต่อไปนี้ไม่ว่าจะไปกินที่ร้านไหนนางจะกำชับเราว่าให้เราโทรไปจองกุ้งด้วย
... ตอนเช้าเราโทรมาถามที่ร้านมองอำเภอว่าถ้ามาบ่ายๆต้องจองโต๊ะมั้ย เค้าบอกไม่ต้องก็ได้ แล้วต้องจองกุ้งมั้ย เค้าบอกว่าจองไว้ก็ได้ ... งั้นจองครึ่งโล ... คือ คนรับสายนี่สตั๊นไปสิบวิ แล้วก็ตอบว่า ค่ะ ไม่ถามเบอร์ด้วย ฮ่าๆๆ คือคงงงมากว่าครึ่งโลจะจองทำไมวะ  ... พอมาถึงแล้วเลยไม่กล้าบอกเค้าว่าโทรมาจองกุ้งไว้ครึ่งโล...อาย
นอกจากกุ้งเผาแล้ว เมนูเด็ดของร้านนี้ก็คือ ยำถั่วพู ... อร่อยมาก เข้มข้น เครื่องและรส ทุกอย่างกำลังดีเลย ส่วนปลาคังก็สดสมกับอยู่ติดแม่น้ำ 
Picture
ทีแรกเรากะว่าจะไปนั่งคาเฟ่เก๋ๆกันด้วย เพราะเดี๋ยวนี้อยุธยามีคาเฟ่เปิดเยอะมาก ไม่เหมือนสมัยที่เรามาเดทเมื่อเจ็ดปีก่อน แต่ว่าตอนนี้อิ่มมาก ก็เลยขับไปเข้าเช็คอินเลย

ศาลาอยุธยา เป็นโรงแรมที่เล็งไว้นานมากแล้ว แต่มันแพงมาก นี่ซื้อเวาเชอร์จากงานท่องเที่ยวมาก็ยังนับว่าแพง (คืนละสี่พันกว่าบาท) ตัวโรงแรมอยู่เยื้องๆกับโรงพยาบาล ที่จอดมีค่อนข้างจำกัด ตอนเราไปถึงที่จอดยังสบายๆเพราะคนยังไม่มากัน แต่ตอนออกไปทานข้าวเย็นแล้วกลับเข้ามา ต้องจอดซ้อนคัน แบบที่ถ้าคันในจะออกต้องโทรเรียกให้เราไปขยับรถ
ด้านในของโรงแรม โดยเฉพาะผนังอิฐอันเป็นเอกลักษณ์นี้เล็กกว่าที่เราจินตนาการกันเอาไว้มาก และคนก็เดินไปมาตลอดเวลา
เราได้ห้องชั้นสองวิวแม่น้ำ เป็นวิววัดพุทไธสวรรย์ จะว่าสวยก็สวยแต่ในฐานะชาวพุทธ การนอนมองเจดีย์ก็ไม่ได้น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่  ส่วนดีไซน์ห้องเราว่าดีนะ กว้างขวางดี อ่างน้ำใหญ่มากและจัดให้เห็นวิว(วัด) >.< แต่เนื่องจากห้องกว้างบวกกับกระจกบานใหญ่ให้เห็นวิวก็ทำให้แดดเข้าเต็มและกว่าแอร์จะเย็นก็นานมาก เพราะข้างนอกร้อนจัด 


หลังจากนั่งๆนอนๆแล้วก็ได้เวลาออกมาทานอาหารเย็น โดยหาไปหามาหลายร้าน ก็ไปลงที่ร้านบ้านวัชราชัย ... ตอนแรกคิดว่าเป็นอีกร้านนึงที่เคยไปทาน แต่ว่าไม่ใช่ ... ใครจะมาร้านนี้เนะนำว่าควรมากลางวัน หรือถ้าจะมากลางคืนต้องจิตแข็งหน่อย เพราะร้านอยู่ติดหลังวัด บริเวณร้านมีต้นไม้รกครึ้ม และมีของเก่าสะสมจำนวนมาก ยิ่งพวกตุ๊กตาไม้ บานประตูเก่า นี่หลอนมาก กว่าจะเดินถึงส่วนร้านอาหารก็สะดุ้งไปหลายที แต่ว่าอาหารก็อร่อยพอใช้ได้ โดยเฉพาะน้ำพริก ขากลับออกมานี่มีตุ๊กแกร้องส่งเพิ่มบรรยากาศให้ด้วย >.<

ตอนกลับมาที่พัก ที่จอดก็เต็มซะแล้วค่ะ เลยต้องจอดซ้อนคัน (แบบแนวตั้งและเข็นไม่ได้) ถ้าคันในจะออกต้องไปเรียกเรามาเลือนรถสถานเดียว นับว่าไม่สะดวกอย่างยิ่งค่ะ เพราะ imagine ว่าเกิดเราอาบน้ำ หรือว่าหลับอยู่ ก็คงจะหงุดหงิดกันไปทุกฝ่ายนะ
คืนนั้นเราก็นอนชมวิวเจดีย์ไปค่ะ แต่สุดท้ายก็ปิดม่าน ถ้าเป็นฝรั่งอาจจะฟิน 

อาหารเช้าที่นี่เป็นแบบ a-la-carte ค่ะ แต่ว่าอิ่มเลยแหละ เราสั่งข้าวต้ม ส่วนแฟนเราสั่ง egg benedict เราว่าข้าวต้มอร่อยกว่า อิอิ


หลังจากเช็คเอาท์ โปรแกรมของเราคือ กิน ... วันนี้ขอเสนอร้านขนมไทยเก๋ไก๋ ที่ชื่อว่า บ้านข้าวหนม ... ที่นี่มีขนมไทยหลากหลายประเภทมากๆ บางอย่างอร่อย บางอย่างเฉยๆ แต่ว่าที่เราชอบมากคือการที่เค้าให้หยิบได้อย่างละชิ้นก็ได้ เราจะได้เลือกทานหลายๆชนิด ที่เราคิดว่าอร่อยที่สุด คือ กล้วยเชื่อมแดง เพราะว่านุ่มๆหนึบๆกำลังดี 

จากตัวเมืองอยุธยา เรามุ่งหน้ากันไปที่ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) ซึ่งอยู่เยื้องกับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่นี่มีทั้งหอนิทรรศการถาวร  ชั่วคราว และร้านค้าในโครงการ สำหรับหอนิทรรศการในวันที่เราไป ได้แก่
  • หอศิลปาชีพ ซึ่งนำเสนอพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
  • หอนวัตศิลป์ แสดงผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบด้วยแนวคิดแบบผสมผสาน (บางชิ้นสวยมาก อยากซื้อ แต่เค้าไม่ขาย)
  • หอสุพรรณ-พัสตร์ แสดงเครื่องแต่งกายของไทยในหลากหลายวัฒนธรรม (ชอบห้องนี้มาก)
  • หอเกียรติยศ แสดงผลงานศิลปหัตถกรรม
  • หอหัตถศิลป์ระหว่างประเทศ ซึ่งตอนที่เราไปเป็นนิทรรศการ แลรัก จัดแสดงศิลปะของการลงรัก ของประเทศต่างๆในเอเชีย
นอกจากนี้ยังมีส่วนที่จัดแสดงหัวโขน และส่วนแสดงผลงานชั้นครูที่ได้รางวัล 
Picture
เราใช้เวลาเดินกันประมาณสองชั่วโมง แล้วก็ออกมาปิดทริปด้วยร้าน แพทองหยอด ซึ่งอยู่ในซอยใกล้ๆนั่นเองค่ะ
ที่นี่กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่เชียวแหละ และอาหารก็อร่อยใช้ได้โดยเฉพาะต้มยำ เป็นอันว่าทริปนี้ เที่ยวไปกินไป ตามสไตล์แจซซี่มากๆค่ะ :) 

Comments

Popular posts from this blog

Unforgettable India [4 Jodhpur] - Blue City ที่ได้แต่มองไกลๆ

Unforgettable India [5 Udaipur] - The City of Lakes

North Kyushu Road Trip