ไปเที่ยวพม่ากัน ออกเดินทางไปขึ้นบอลลูนที่เมืองพุกาม
Bagan หรือ พุกาม
ได้เวลาไปขึ้นเครื่องกันแล้วค่ะ ... จากย่างกุ้ง ไปพุกาม หรือ bagan มีสายการบินหลายสาย ไม่ว่าจะ Bagan air หรือ Air Mandalay แต่ไกด์จอง KBZ ให้ ... เราถามน้องพม่าว่า นี่มันคือสายการบินอะไร(วะ)เนี่ย ไม่เคยได้ยิน ... น้องบอกว่า มันก็โอเค เจ้าของเป็นธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งในพม่า ก็ปลอดภัยใช้ได้
ไกด์จัดการให้ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่มีการตรวจพาสปอร์ตเลยด้วยซ้ำ
ได้เวลาไปขึ้นเครื่องกันแล้วค่ะ ... จากย่างกุ้ง ไปพุกาม หรือ bagan มีสายการบินหลายสาย ไม่ว่าจะ Bagan air หรือ Air Mandalay แต่ไกด์จอง KBZ ให้ ... เราถามน้องพม่าว่า นี่มันคือสายการบินอะไร(วะ)เนี่ย ไม่เคยได้ยิน ... น้องบอกว่า มันก็โอเค เจ้าของเป็นธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งในพม่า ก็ปลอดภัยใช้ได้
ไกด์จัดการให้ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่มีการตรวจพาสปอร์ตเลยด้วยซ้ำ
สนามบิน Domestic อยู่ติดกับ inter นั่นแหละค่ะ แต่ว่าเก่ามาก และไม่มี wifi ด้วย T_T ส่วนเครื่องบินเป็นแบบใบพัดค่ะ เขย่าตอนไปเล็กน้อย แต่ว่าปลอดภัยดี บนเครื่อง KBZ นี่ไม่ใช่ low cost นะคะ มีการเสิร์ฟอาหารว่างและชา/กาแฟ ซึ่งขนมอร่อยใช้ได้ค่ะ
วิวระหว่างบิน เห็นเมืองสลับกับป่า
และแม่น้ำอิระวดี สายใหญ่
แต่ต้องออกตัวเลยว่า วัดเยอะมาก จำชื่อได้ไม่หมด อาจจะมีมั่วไปบ้าง ต้องขออภัยด้วยนะคะ
แค่เดินออกจากสนามบินพุกาม ก็จะฝุ่นตลบไปหมด ...เมืองนี้ฝุ่นเยอะมากจริงๆ... และมีรถบัสคันใหญ่มารอเราอยู่ เพราะว่ามินิบัสหมด สำหรับช่วงเวลานี้ ... ทริปนี้ เราเปลี่ยนรถทุกวันเลยค่ะ เข้าใจว่าเค้าคงต้องจัดคิวให้ได้ประสิทธิภาพ รถทัวร์ที่เห็นเกือบทั้งหมดเป็นรถมือสองจากเกาหลี และญี่ปุ่นค่ะ
เจดีย์แรก ที่ไกด์พาไป ก็คือสถานที่ที่เราใช้เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกด้วย ชื่อ เจดีย์ มินยังกง นะคะ
ก่อนจะขึ้นไปชมวิว ไกด์ก็พาชมรอบๆ และเล่าประวัติเมืองพุกามตามระเบียบ
ตามที่ไกด์เล่า เจดีย์ในพุกามนี้ มีเป็นหมื่น เนื่องจากว่าคนสมัยนั้นถือว่า การสร้างเจดีย์เป็นการทำบุญ ยิ่งสร้างเยอะยิ่งดี แต่ต่อมา เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เจดีย์เสียหายเป็นจำนวนมาก รัฐบาลพม่าร้อนใจ เลยสั่งระดมทุกภาคส่วนในประเทศ มาช่วยกันรีบซ่อม ... ซึ่งเป็นสาเหตุว่า ทำไมที่นี่ถึงไม่ได้ขึ้นทะเบียน UNESCO เพราะว่าเป็นของที่ซ่อมแซมกันโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักการสร้างดั้งเดิมค่ะ ... ก็น่าเสียดายเหมือนกัน บนเจดีย์แห่งนี้ ลานจะกว้างมาก เดินได้รอบๆเลย ... ลืมไป เวลาเดิน ต้องเดินตามเข็มนาฬิกาเท่านั้น ... เคยครั้งนึงที่เพื่อนเดินทวนเข็ม ไกด์ตะโกนเรียกกลับมาแทบไม่ทัน ... คุณครูดุจริงๆ แต่ละด้าน ก็จะวิวต่างๆกัน ... สุดลูกหูลูกตา มีแต่เจดีย์
เมื่อยืนอยู่ด้านบน แล้วมองลงมา มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเมืองในอดีต หรือไม่ก็ในภาพวาดเลยค่ะ
ที่พุกามนี้ จะมีบริการรถม้าด้วย ...เผื่อใครอยาก "อิน" แต่ฝุ่นเยอะหน่อยนะคะ ... ส่วนอันนี้เป็นคาราวานวัว ดูห่างๆก็สวยดี แต่ให้นั่งคงไม่ไหว
บรรยากาศบนนั้น มันสงบมากค่ะ นั่งดูวิถีชีวิตของชาวพุกามไปเพลินๆ โดยมีทะเลเจดีย์เป็นฉากหลัง
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อย ก็เริ่มมีการจับจองที่นั่ง ... มุมนี้ทำให้นึกถึง บุโรพุทโธ เลยค่ะ
มองไปทางไหน ก็มีแต่เจดีย์ ... ความรู้สึกเรา คือมัน มหัศจรรย์มาก ว่ามีการสร้างเจดีย์ไว้เยอะขนาดนี้ได้ยังไง
เรานั่งรอกันตั้งแต่ห้าโมง จนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยลง และสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ คุ้มค่าแก่การรอคอย
เป็นทริปที่ถ่ายรูปได้อย่างมีความสุขมากเลยค่ะ เพราะว่านักท่องเที่ยวไม่ได้เยอะจนต้องเบียดเสียดแย่งมุม การได้นั่งชิลๆ ดูพระอาทิตย์ตกนี่มันดีจริงๆ
แล้วก็ถึงเวลา ที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ...
มื้อเย็น ไกด์ให้เราเลือก ว่า จะดูการแสดงมั้ย หรือว่า จะกินอาหารอร่อย เพราะร้านที่มีโชว์ อาหารจะไม่ค่อยอร่อย >.<
อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่เลือกดูโชว์ ... เราก็เลือกนะ ... ร้านนี้ชื่อ อมตะ ค่ะ
โชว์เปิด ก็จะเป็นหุ่นกระบอกพม่า
และมีการแสดงเยอะมาก ไม่ได้นับเลย แต่จะถึงสิบชุด แต่ว่านักแสดงก็วนกันมา
แต่สาวๆที่โน่นเค้าไม่ค่อยยิ้มค่ะ ขนาดบนเวที หน้ายังบึ้งเชียว ไม่เหมือนบ้านเรา ส่วนการแสดงอื่นๆ ก็มักจะเป็นการเลียบแบบสัตว์ หรือว่าแสดงการต่อสู้
พระเอกของงานคือน้องช้างตัวนี้ ซึ่งมีคนสองคนอยู่ข้างใน เต้นมันส์มาก แต่สุดท้าย มาเต้นเพลงกังนัมสไตล์ เล่นเอาคุณครูไกด์ของเราส่ายหัว แต่ลูกทัวร์ชอบใจกันใหญ่
สำหรับอาหาร .. ก็ทานได้ค่ะ แต่ว่าอร่อยน้อยที่สุดจริงๆ เท่าที่กินมาตลอดทริป
จานนี้เป็นยำมะเขือเทศ รสชาติคล้ายๆตำไทย แต่เราไม่กินมะเขือเทศ เลยว่าไม่อร่อย (แต่เพื่อนบอกอร่อย) =.="
นอกนั้นก็จะเป็นแกง และผัดผักค่ะ ที่ว่าไม่อร่อย เพราะเหมือนเค้าทำรสชาติให้ฝรั่งกินได้อ่ะ มันก็เลยจืดๆ
จานนี้เป็นแกงไก่
ส่วนอันนี้แกงปลา
ที่พักของเราคืนนี้ ก็ไม่ใช่ที่ที่เราเลือกอีกแล้วค่ะ เนื่องจากโรงแรมที่เราเลือก (ได้เรทติ้งดีมากใน trip advisor) ว่างแค่สี่ห้อง แต่เรามากัน 11 คน ไกด์ก็เลยถามว่าเอายังไง สุดท้ายก็ต้องยอม
แต่ตอนแรก ถามว่า นอนที่ไหน ไกด์ตอบว่า โรงแรม ปกติ ดี ... เราเลยชักของขึ้น ว่าทำไมต้องไม่ยอมบอกชื่อโรงแรม ... ต้องถามย้ำว่า โรงแรมชื่ออะไร ไกด์จึงตอบว่า โรงแรมชื่อ โบกะติดี ... หนูขอโต๊ดดดดด
ที่นี่อยู่แทบจะสุดขอบโซนโรงแรมเลยค่ะ แต่ก็กว้างขวาง สะอาดดี ยกเว้น ...ห้องน้ำที่เหม็นท่อสุดขีด (อีกแล้ว) เข้าใจว่า ระบบท่อของที่นี่คงไม่ดีเท่าไหร่ตอนแรก ที่ชวนเพื่อนมาพุกาม ก็มีคนไม่กล้ามา เพราะยังจำได้เกี่ยวกับกระทู้ที่คนไทยถูกไฟดูดในห้องน้ำจากเครื่องทำน้ำอุ่น แต่สุดท้ายก็หว่านล้อมจนยอมมากัน
อีกเรื่องหนึ่งที่พม่า คือ เรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะ internet ไม่เสถียรอย่างแรง ถึงแม้โรงแรมจะมี wifi แต่ว่าเล่นแทบไม่ได้เลย รวมถึงสัญญาณโรมมิ่ง ก็ไม่มีในพุกามด้วยค่ะ เล่นเอาแม่เราคลั่งไปเลย เพราะว่าติดต่อเราไม่ได้ T_T
และแล้วก็ถึงเวลา พาไปขึ้นบอลลูนค่ะ
จากการอ่านรีวิวและหนังสือนำเที่ยว ที่จะแนะนำการไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นและบอลลูน ... ทำให้เราคิดว่า ...ทำไมเราไม่ไปขึ้นบอลลูนกันล่ะ ! ทีมงานของเราก็เริ่มเสาะหาราคา และประวัติความปลอดภัย ...
ราคา ... แพงเอาเรื่องค่ะ publish rate อยู่ที่ 350 USD , ถ้าจองผ่านไกด์ได้ 320 ซึ่งราคานี้ขึ้นมาจากสองสามปีที่แล้วเยอะมาก ... ตกคนละหมื่นบาท ทำให้ผู้ร่วมทริปบางคน ไม่เอาด้วย ..แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ แยกย้ายกัน
ความปลอดภัย... สำหรับยี่ห้อ Balloons Over Bagan ได้ทำการบินบอลลูนที่นี่มา 14 ปี และมีสถิติความปลอดภัย 100% ปัจจุบันเท่าที่เห็นมีบอลลูน 10 ลูก นักบินทั้งหมดได้ license จากอังกฤษ และที่นี่เหตุผลเดียวที่ทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจ คือ การแคนเซิลไฟลท์ เนื่องจากว่า เค้าจะคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด ถ้าเมื่อไหร่ อากาศและทิศทางลมไม่เป็นใจ ก็จะยกเลิกไปเลย เพราะเค้าบอกว่าที่ พุกามนี้ ไม่มี facility มารองรับหากเกิดอุบัติเหตุ
เกริ่นเสร็จแล้ว ก็ไปกันเลยค่ะ ...
ทางทีมงาน BoB จะส่งรถมารับที่โรงแรมตอนตีห้า... หน้าตารถจะคลาสสิคแบบนี้ค่ะ ...ข้างในเป็นไม้ขัดเงาสวยงาม โดยโครงรถนี้เป็นรถตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ตอนที่ไปถึงฟ้ายังมืดมาก พระจันทร์สีเข้มสุดๆ
สิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้ว่าเค้าทำอะไรกันอยู่ คือเปลวไฟที่พ่นขึ้นมาเป็นจังหวะ สลับกัน จากสิบจุด ที่ตั้งห่างๆกัน ... moment นั้นคือ ตื่นเต้นมาก
มี station ชา กาแฟ ไว้บริการ ... อ้อ ลืมบอกไป ว่า พุกามนี้อยุ่ทางเหนือพอสมควร ทำให้อากาศเย็นมาก ช่วงตอนกลางคืนถึงเช้ามืด โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวค่ะ แต่กลางวันแดดแรงมาก
ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เริ่มเห็นเจดีย์
แล้วฟ้าก็สว่างพอให้เราเห็นว่า เจ้าบอลลูนมันใหญ่ขนาดไหน ... ต้องมีคนเข้าไปเดินสำรวจความเรียบร้อยภายในบอลลูน ซึ่งระหว่างนั้น Pilot ก็เรียกเรามา brief ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง และทำการแบ่งกลุ่ม โดย บอลลูนของเรา ขึ้นได้ทั้งหมด 16 คน แบ่งเป็นสี่ล็อค (ในตะกร้า) ก็คือยืนได้ล็อคละสี่คน
ทีมงานจะเริ่มจากการอัดลมเข้าไปก่อนด้วยเครื่องเป่าลมขนาดใหญ่ เมื่อพองประมาณนึง ก็จะทำการพ่นไฟ เพื่อให้ลอย
ตะกร้าเริ่มเอียง (ขออนุญาตปิดหน้าเพื่อน >.<)
ซูมนิดนึง ... ตอนยืนอยู่ตรงนั้น จะรู้สึกว่าเราตัวนิดเดียว ...บอลลูนมันใหญ่มาก ให้ความรู้สึกอลังการมาก
ปล. เพื่อนที่ไม่ได้ขึ้นบอลลูน ก็ตามมาด้วย โดยไกด์ขับรถตามมา ได้ดูกระบวนการเตรียมบอลลูนอย่างใกล้ชิดเช่นกัน แล้วมันก็ตั้งขึ้น เบียดกันเต็มไปหมด ถึงนับได้สิบลูกค่ะ(ถึงตอนนี้เราเข้าไปอยู่บอลลูนแล้วค่ะ สังเกตได้จากเชือกที่คอยติดเฟรมมาตลอดเวลา =.=" )
ตอนอยู่ในบอลลูนตื่นเต้นมาก เพราะปกติเราเป็นคนกลัวความสูงค่ะ แต่ว่าคราวนี้ขอสักครั้งหนึ่งในชีวิต ... คุณฝรั่งที่นั่งบอลลูนเดียวกัน เค้าเคยขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เค้าบอกว่าแล้วยูจะติดใจ ฮ่าๆๆ ... ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ทีมงานหลายชีวิตมาก เป็นทีมใครทีมมัน คือ pilot 1 คนก็จะมีทีมประจำของตัวเอง เพื่อจะได้ไม่สับสนในการสั่งงาน
ช่วงที่บอลลูนขึ้น เค้าจะให้นั่งและจับเชือกไว้ จนกว่าpilot จะบอกว่าให้ยืนได้ ... จังหวะนั้นมันเหมือนเราค่อยๆลอย ช้ากว่าขึ้นลิฟท์มากมาย ไม่กลัวเลยค่ะ ... แต่ก็ไม่กล้าชะโงกออกไปอยู่ดี โผล่หน้าขึ้นมาก็เห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดี
ตอนลอยขึ้นมา เค้าจะคอยส่งวิทยุหากัน เพื่อให้ค่อยๆเรียงลำดับกันขึ้น และใครจะขึ้นสูง ลงต่ำ รวมถึงบอกทิศทางลม และจุดที่คาดว่าจะไปจอด
ตลอดทาง pilot ของเรา ชื่อ Ian จะคอยชี้ให้ดูว่า นั่น เจดีย์อะไร รวมถึงบอกประวัติคร่าวๆ แล้วก็เล่าประสบการณ์ รวมถึงตอบคำถาม
คำถามยอดฮิต ก็คงจะหนีไม่พ้น ... ควบคุมบอลลูนได้ยังไง .. ซึ่งเอียนบอกว่า ควบคุมได้น้อยมาก ยังไงก็ต้องไปตามลม ที่คุมได้ คือ ให้ขึ้นสูง หรือลงต่ำ ซึ่งก็มีผลกับความเร็วที่เราจะไป และควบคุมให้หมุนได้ แต่ทิศทางนี่แทบไม่ได้เลยจังหวะนี้ขึ้นไปสูงมากอยู่ เห็นพุกามในมุมสูง สวย
ปกติ ทริปนึงจะใช้เวลา 45-60 นาที ค่ะ เพลินมาก ไม่เบื่อเลย ถ่ายรูปเล่นกันจนฝรั่งงง
ส่วนใหญ่ ผู้โดยสารจะเป็นฝรั่งแก่ค่ะ มาเที่ยวหลังเกษียณกัน ... เพื่อนหลายคนมาถามว่า แพงมั้ย สวยมาก แต่แพงขนาดนี้ทำไมกล้าขึ้น (คือเราก็เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ราคาหมื่นนึง กับหนึ่งชั่วโมงนี่แพงกว่าค่าตัวหลายเท่านัก)
เราตอบเพื่อนไปว่า บางทีเราจ่ายเงินไร้สาระไปมากมาย ไม่ว่าจะซื้อเสื้อผ้า แบรนด์เนม หรือเสียค่าโง่ เราถือว่าการซื้อประสบการณ์ครั้งนี้คุ้มค่ามาก และเราไม่อยากรอไปจนแก่ เพราะถึงวันนั้น เราจะเหลือเวลาให้จดจำช่วงเวลาดีๆนี้ไปอีกไม่กี่ปีเท่านั้น สู้เราได้เห็น ได้เจอตอนนี้กว่า เราจะได้ใช้ชีวิตที่เหลือของเรา ไปกับความทรงจำที่งดงาม
ปัจจุบันมีอีกบริษัทนึงมาเปิดค่ะ เอียนบอกว่า ไม่กลัวเรื่องคู่แข่งหรอก เพราะทุกวันนี้บอลลูนเต็มตลอด ไม่พอความต้องการด้วยซ้ำ แต่ที่กลัวที่สุด คือ กลัวว่าถ้าเจ้านั้นไม่เคร่งครัดเรื่องความปลอดภัย แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา บ.ของเค้าก็จะพลอยเสียชื่อไปด้วย เพราะว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นครั้งนึง คนก็ไม่ได้มาดูหรอกว่าเป็นยี่ห้ออะไร ... เหมือนที่เกิดเหตุที่อียิปต์ ...นั่นเป็นเหตุนึงที่ตอนแรกเพื่อนเราก็ลังเลที่จะขึ้น
อยู่บนนั้น ไม่มีอะไรมาขวาง มองไปสุดลูกหูลูกตา ต่างกันกับการยืนประจำที่ดูพระอาทิตย์ขึ้น (ซึ่งอันนั้นก็สวยอีกแบบนะคะ)
ตอนอยู่บนบอลลูน .. เอียนจะชวนถ่ายรูปค่ะ ...กล้องติดอยู่ที่เชือกบอลลูน แล้วเค้าจะกดรีโมท wifi เพื่อกดชัตเตอร์ รูปที่ได้ก็ประมาณนี้ เจ๋งดี เค้าจะให้เป็น thumb drive ราคา 15 USD เราหารกัน 7 คน ก็สองเหรียญเท่านั้น มาพร้อมวิดีโอขั้นตอนการบินบอลลูน
ถึงตอนนี้ก็คงจะเห็นแล้วนะคะ ว่าทิศทางบอลลูนของเรา ไปทางแม่น้ำ ... เอียนบอกว่า บินมาสิบกว่าปี มีแค่ไม่ถึงสิบครั้ง ทีลมพามาทางนี้ ... วันนี้เราต้องลงกลางแม่น้ำกันค่ะ!! เค้าก็วิทยุกับทีมงานให้เตรียมไปรับที่ที่เราจะจอด
ระหว่างนั้น เราก็ยังเพลิดเพลินกับวิวเบื้องล่าง ...บางครั้งลอยต่ำจนโบกมือกับชาวบ้านได้ บางครั้ง แทบจะเฉียดยอดไม้กันเลยทีเดียว
เอียนเล่าว่า นอกจากบน sandbank กลางแม่น้ำ ที่เราจะลงกันวันนี้แล้ว เค้าเคยต้องลงกลางไร่ผักฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ คราวนั้นบ.ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ชาวบ้านกันเลยทีเดียว
ได้เวลา landing กันค่ะ ...เวลาลง pilot จะบอกให้เรานั่งลงและจับเชือกเอาไว้ จนกว่าเค้าจะบอกให้ลุกได้ เพราะบางครั้งถึงจะแตะพื้นแล้วแต่ว่าอาจจะมีกระเด้งกระดอนบ้าง (bounce) แต่อยากจะบอกว่า เค้าลงนิ่มมากเลย ไม่กระแทกเลย เหมือนค่อยๆลอยลงมา แล้วเราก็ลงมาอยู่กลาง sandbank ค่ะ
บอลลูนแต่ละลูก ทยอยกันลงมา
แม้แต่เอียนยังควักมือถือของตัวเองขึ้นมาถ่ายเก็บไว้ เพราะเค้าบอกว่าภาพแบบนี้หาดูยาก ขนาดบินมาเป็นสิบปี ยังมาลงตรงนี้ไม่ถึงสิบครั้งระหว่างนี้ เราก็นั่งแช่ในบอลลูน รอทีมมารับ ... ก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เอียนเล่าว่าเค้าบินบอลลูนทั่วโลกค่ะ ไม่ว่าที่ออสเตรเลีย อังกฤษ ตุรกี สวิส อยู่ที่ละสองสามเดือน แต่โปรเจคยิ่งใหญ่ของเค้าคือ งานบอลลูนที่ Bristol ซึ่งจะเป็นการแสดงไฟจากบอลลูน ประกอบเสียงดนตรี ทั้งเพลงคลาสสิคไปจนถึงเพลงร่วมสมัยอย่างเลดี้กาก้า sand bank นี่มองจากข้างบนเหมือนเล็ก แต่ลงมาจริงๆแล้วกว้างมากเลยค่ะ
อันนี้เป็นเงาตอนที่เรากำลังจะแตะพื้น
ดูเหมือนทีมของเอียนจะประสบปัญหาในการเดินทางมายัง sand bank เราก็เลยต้องให้ทีมอื่นมาช่วยแทน หลังจากที่เค้าเอาบอลลูนของตัวเองลงเรียบร้อยโดยการดึงเชือกให้ด้านบนของบอลลูนเปิดเป็นช่อง ให้ลมออก
แล้วใช้คนถึงบอลลูนลง
จากนั้นก็เริ่มถอดอุปกรณ์เพื่อขนย้ายต่อไป
เรียบร้อยแล้วค่ะ ทีมงานแบกของลงเรือ ที่ต้องล่องมารับเรา และเราก็ต้องลงเรือกลับค่ะ เอียนบอกว่าคุ้มมากนะ ได้นั่งครบเลย ทั้งรถ บอลลูน และเรือ
นอกจากมารับเราแล้ว พวกเค้ายังมาพร้อมผ้าเย็น และ Champaign Breakfast basket ค่ะ มีแชมเปญ ครัวซองและผลไม้ (แรดได้อีก แบกเชมเปญไปจิบกันกลางแม่น้ำ)
กว่าพวกเราจะได้กลับมาถึงโรงแรมก็เกือบ 11 โมงโน่นล่ะค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วปกติจะกลับมาถึงประมาณ 9 โมงกว่าๆ ทั้งไกด์ทั้งเพื่อนนี่หลับรอกันไปหลายตื่น แต่ยังดีที่ไกด์บอกให้โรงแรมเก็บอาหารเช้าไว้ให้
โปรแกรมของวันนี้คือ ไปตลาด และทัวร์เจดีย์ที่สำคัญๆ
เริ่มจากตลาด ... ผักที่นี่ไซส์ใหญ่กว่าบ้านเรา ของอย่างอื่นก็ดูคล้ายกัน ... ที่นี่ พวกเราสอยสโร่งไปหลายผืนอยู่ ซึ่งใส่เดินกันไปครึ่งค่อนวัน อิน มากๆ (โดยไม่ได้แคร์สายตาชาวบ้านแต่อย่างใด ...สุดท้ายเพื่อนที่ไม่ได้อยากซื้อก็โดนยุให้ใส่กันครบทุกคน ฮ่าๆๆ)
สโร่งนี้ ราคา 150 บาท ก็ซื้อได้แล้วนะคะ ... ไปๆมาๆ เลยซื้อรองเท้าแตะด้วย ก็แบบว่า รองเท้าผ้าใบมันไม่เข้ากับสโร่งนี่นา
เริ่มกันด้วย เจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon Pagoda) สีทองอร่าม กลางแดดจ้า
ทางเดินไปด้านหลัง มีศาลพญานาค สำหรับคนเกิดวันเสาร์ ให้ได้สักการะกันเป็นพิเศษด้วย
ทางด้านหนึ่งจะมีแอ่งน้ำเล็กๆที่เห็นภาพสะท้อนของเจดีย์ได้อย่างสวยงาม
แล้วก็หมดแรง ได้เวลาอาหารกลางวัน วันนี้ก็เป็นไก่ทอดแบบธรรมชาติเหมือนกัน ... ไกด์คงคิดว่า พวกเราเรื่องมากหลายๆอย่าง แต่ว่าเรื่องกินนี่เลี้ยงง่ายมาก ริมถนนอะไรๆ ก็กินได้หมด
นอกจากไก่ทอด ก็จะมีแกงกุ้ง แกงถั่ว และอะไรรสชาติประหลาดๆอีกสองสามอย่าง แต่โดยรวมก็กินกันเรียบ และปิดท้ายด้วยน้ำตาลปึก ที่คนที่นี่เค้ารับประทานกันหลังอาหาร เชื่อกันว่าช่วยย่อย ... ส่วนราคาอาหารที่พม่านี่ไม่แพงเลยค่ะ มื้อนึงเรากินกันตกคนละไม่ถึง 100 บาท ขนาดที่ไปบาร์วันแรก ยังแค่ประมาณคนละ 250 เท่านั้น แต่ราคาอาหารที่พุกามจะแพงกว่าที่ย่างกุ้งเล็กน้อย
ต่อไปเป็น วัด อนันดา ค่ะ เป็นวัดขนาดใหญ่
ด้านในเป็นพระพุทธรูปยืน (ไม่รู้เรียกปรางค์อะไร) มีสององค์ที่เป็นพระพุทธรูปดั้งเดิม จะมองได้สองมุม คือ มองไกลๆจะเห็นว่ากำลังยิ้ม
แต่ถ้ายืนใกล้ๆ มองขึ้นใบ จะเห็นเป็นพระพักตร์บึ้ง
จากนั้น ไกด์พาไปแวะชมโรงทำ lacquerware แต่แพงมากอ่ะ ไม่ได้ซื้อเลย
ถัดไปเป็นวิหารพระมนูหะ ซึ่งเป็นกษัตริย์มอญที่โดนบังงคับตัวมาอยู่ที่พุกาม พระองค์ขอสร้างเจดีย์ของตัวเองจากแหวนที่ติดตัวมา โดยสร้างเป็นวิหารเล็กๆ แต่ด้านในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่คับเต็มวิหาร เพื่อแสดงถึงความอึดอัดคับข้องใจที่ต้องทนอยู่ที่นี่
ถัดไป เป็น วัดที่สร้างไม่เสร็จ (Dhammayangyi Temple)
จุดเด่นของที่นี่คือ พระพุทธรูปแฝด ซึ่ง เพื่อนเล่าว่า กษัตริย์ที่สร้างวัดนี้ต้องการระลึกถึงพ่อแม่ ก็เลยสร้างพระพุทธรูปขึ้นสองรูป
สุดท้ายของวันนี้ คือ เจดีย์ Bu Paya ซึ่งอยู่ริมน้ำ
โปรแกรมสำหรับเย็นวันนี้ คือ ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกค่ะ ... เดินลงมาจากเจดีย์นิดเดียว ก็ถึงท่าเรือพอดีค่ะ ... ไปล่องเรือกันเลย
ขาที่นั่งไปตามลมนี่ร้อนมากๆค่ะ แต่พอทวนลมลงมานี่ ผมพริ้ว แทบจะเคลิ้มหลับเลย
เรือที่เรานั่งนี้นั่งกันเป็นสิบก็ยังมีที่เหลือให้ย้ายมุมกันไปมา
วิวริมแม่น้ำสวยดีค่ะ สงบมาก แดดสุดท้ายที่ส่งเจดีย์สีทองๆนี่แจ่มมากๆเลย
ใช้เวลาล่องเรือประมาณชั่วโมงกว่าๆ ราคาถูกมาก ลำละ 20,000 kyats แต่ไม่มีน้ำให้นะ มีแต่ขนมบ๊วยแผ่นที่เหมือนเซียงจา ใครคิดจะไปล่องเรือ ก็พกน้ำไปด้วยค่ะ
พระอาทิตย์สีส้ม ดวงใหญ่มาก คนละอารมณ์กับเมื่อวานเลย
มื้อเย็นวันนี้ ไกด์พาไปร้านอาหารบุฟเฟ่ท์ (แบบมาเสิร์ฟที่โต๊ะ แต่เรียกเติมได้)
จัดเบียร์ก่อนเลย Mandalay อร่อยดีนะคะ กลิ่นไม่แรง และออกหวาน
กับข้าววันนี้ ... ก็คล้ายๆกับที่ผ่านมาทุกมื้อ
โปรแกรมวันสุดท้ายก็ตื่นเช้าตามเคยค่ะ เพราะเราจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ... นับถือเพื่อนในทีมมากๆ เพราะไปบาร์ทุกคืนจริงๆ กระทั่งอยู่พุกามก็ไม่เว้น ให้คุณ Khine พาไปกินเหล้า ร้านตรงข้ามโรงแรมก็ยังดี เรียกว่าเป็นทริป "บากาน บาร์กัน"
แต่ว่า มีคนสายจนได้ค่ะ (สายแค่สิบนาที สำหรับพระอาทิตย์ขึ้นนี่อาจจะทำให้พลาดครั้งยิ่งใหญ่ได้) ไปถึงเจดีย์นี่วิ่งกันขึ้นไปไม่คิดชีวิตเลย แต่จำชื่อเจดีย์ไม่ได้จริงๆค่ะ
ฟ้าเริ่มสางแล้ว เป็ยสีชมพูจางๆ แต่โชคดีที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเป็นดวงกลมๆ
อากาศช่วงเช้าเย็นสบายมากเลยค่ะ บรรยากาศเงียบสงบมาก ไม่นับนักท่องเที่ยวที่เดินไปมาตามชั้นต่างๆของเจดีย์ เรียกได้ว่าเป็น moment หนึ่งที่พลาดไม่ได้ ในการมาเยือนพุกาม
ตอนแรกมีเพื่อนหลายคน จะไม่มาดูพระอาทิตย์ขึ้นในเช้านี้ ...แต่คุณ Khine บอกว่า แน่ใจเหรอ มันสวยมาก และไม่ควรพลาด ... ก็เลยเปลี่ยนใจกันเป็นทอดๆ สุดท้ายก็มากันครบทุกคน โดยทุกคนก็เห็นด้วยว่า ถ้าไม่มา คงจะเสียดายเป็นแน่แท้
แล้วดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆโผล่มา หลังเจดีย์
อีกด้านหนึ่ง เริ่มปล่อยบอลลูน บอลลูนสีแดงก็คือยี่ห้อ Balloons Over Bagan ที่เราขึ้นเมื่อวานนี้ ส่วนสีเขียว คือยี่ห้อใหม่ ...นับได้ทั้งหมดสามลูก
อยากบอกว่า ทริปนี้ ไม่เสียดายทั้งเงิน และเวลาที่ต้องตื่นเช้าทุกๆวัน
บอลลูนบางลูกลอยต่ำมาก ดูแล้วก็นึกสงสัยว่าเมื่อวานเราลอยต่ำขนาดนั้นเลยมั้ย ... เห็นแล้วก็อยากจะไปขึ้นอีก ... คุณฝรั่งเพื่อนร่วมบอลลูนบอกว่า ที่ที่สวยที่สุดที่เค้าเคยขึ้นมา คือที่สวิตเซอร์แลนด์...
สุดท้าย ของพุกาม ... เราแวะที่สุดท้ายก่อนไปขึ้นเครื่องกลับย่างกุ้งค่ะ
Lawka Nanda Pagoda .. เจดีย์สีทองอร่าม ริมน้ำ
แม่น้ำสายนี้กว้างมากค่ะ ที่เห็นทรายๆนั้นคือเกาะกลางน้ำ
ขากลับนี้ เครื่องบินมาจาก Heho แวะที่ Bagan ก่อนจะไปย่างกุ้ง ดังนั้นผู้โดยสารบางส่วนจะลงที่นี่ ตั๋วของคนที่ขึ้นจากพุกามจะไม่ระบุที่นั่งค่ะ ขึ้นไปแล้วเลือกนั่งได้เลย .. เล่นเอาต้องรีบแย่งชิงกันนิดหน่อย เพราะเดี่ยวจะไม่ได้นั่งด้วยกัน แล้วก็ได้เวลาบ๊ายบายบากาน
ลืมให้ดู เจดีย์ที่เราไปปักหลักดูพระอาทิตย์ขึ้น
ปิดท้ายด้วย ไฮไลท์ของทริปนี้ ... Hot air balloon (พวกเราซ่อนอยู่หลังก้อนเมฆค่ะ อิอิ)
Comments
Post a Comment