... ไป เลย กัน ... [จ.เลย - ภูป่าเปาะ - เชียงคาน - ภูเรือ]

ทริปเลยทริปนี้ เป็นทริปเล็กๆที่เกิดจากการจองตั๋วถูกข้ามปีอีกทริปนึงค่ะ ตอนแรกเหมือนจะไม่มีใครอยากไปด้วย แต่ไปๆมาๆมีเพื่อนมาเพิ่มอีกห้าคน กลายเป็นห้าสาวสุดป่วน และทริปนี้เป็นทริปหัดใช้ GoPro ค่ะ ไปถอยมาเมื่อตอนปีใหม่ แต่เพิ่งมีโอกาสได้ใช้จริงจังก็ทริปนี้แหละ
จริงๆแล้วเรายังมีทริปในไทยที่ดองไว้อีกเยอะมาก  ส่วนใหญ่เป็นทริปภาคใต้ที่ตระเวนไปสามสี่ทริปเมื่อปีที่แล้ว แต่ว่าทริปเลยนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่อยากจะมาเล่าให้ฟัง ก็เลยขอแซงคิวมารีวิวก่อน 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา ก็ ... ไปกันเลยยยย

การเดินทาง
ทริปสั้นๆนี้เป็นทริป 3 วัน 3 คืน คือออกเดินทางเย็นวันพฤหัสโดยแอร์เอเชีย ไฟลท์เวลา 16:20 ไปถึงประมาณ 17:25 โดยเราใช้วิธีเดินทางด้วยการเช่ารถค่ะ

ตอนแรกอ่านรีวิวเหมือนจะมีแค่เจ้าเดียว แต่จริงๆไปถึงแล้วมีทั้งหมดสามเจ้าค่ะ 
เราเช่ารถกับ วรรณิศา (ส.เมืองเลย) ราคาไม่แพงค่ะ Toyota Altis 2 วันขึ้นไปราคาวันละ 1,400 รถสภาพดีมาก ขับไปแค่ประมาณหกหมื่นกิโล มีกล้องถอยหลัง เครื่องเสียงแบบ touch screen และมีช่อง usb  น้ำมันที่เติมคือ E20 ถูกมาก ที่ชมเยอะมากนี่ไม่ใช่หน้าม้านะคะ เพราะว่าตอนแรกก็ไม่แน่ใจกับคุณภาพเลย ยิ่งเงื่อนไขการจองเยอะมากๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดชนแล้วรถเข้าอู่ ผู้เช่าต้องเสียค่าปรับเป็นค่าเช่าครึ่งราคาจนกว่าจะซ่อมเสร็จ อ่านแล้วสยองมาก แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกก็เลยต้องจอง ดังนั้นจาก low expectation พอเจอรถสภาพดีและผู้ให้เช่าไม่จุกจิกเลยรู้สึกพอใจมากค่ะ 

มาถึงเรื่องที่พัก ที่เที่ยว ... จุดหมายหลักของเรา คือ เชียงคาน แต่อ่านไปอ่านมา เค้าว่านอนคืนเดียวพอ ก็เลยต้องหาอีกที่นึง ซึ่งสุดท้ายก็ไปจบที่ภูเรือ (ถ้ารู้ว่า ภูลมโล ยังมีดอกพญาเสือโคร่งบานอยู่ก็คงจะไปตรงนั้นแล้ว) ส่วนคืนแรกนี่เนื่องจากไฟลท์ลงเย็น เราก็เลยขอนอนในตัวเมือง จะได้ชิมของอร่อยๆด้วย 

เครื่องบินลงปุ๊บ พระอาทิตย์ก็กำลังจะตกพอดี 



เมืองเลย

ที่พักในเมืองของเราได้แก่ Crystal Box ซึ่งเป็นทั้งคาเฟ่แล้วก็โรงแรมเก๋ๆด้วย โดยที่นี่สร้างห้องพักโดยใช้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากที่พักจะอยู่ในซอยเข้ามาลึกพอควร ใครไม่มีรถก็อาจจะไม่สะดวกนะคะ 

ข้อดี – admin ของ page ของ Crystal Box นี้ให้ความช่วยเหลือดีมากค่ะ ห้องพักสะอาดดี


ข้อเสีย – ห้องพักเนื่องจากเป็นคอนเทนเนอร์ก็เลยไวต่อสภาพอากาศมาก คือพอข้างนอกร้อน ข้างในก็ร้อน ข้างนอกหนาว ข้างในก็หนาว และที่ไม่ชอบเลยคือเตียงที่นอนไม่สบายเลยค่ะ มันหย่อนๆไงไม่รู้


อาหารการกิน
ร้านแรก ไปชิมกันตั้งแต่วันแรกเลย ... ปากหม้อต้นน้ำ 

เมนูมีไม่มาก หลักๆก็คือปากหม้อ แล้วก็มี option ไข่ เพิ่มเข้าไป มีทั้งไข่ดาว และไข่ม้วน

... และทีเด็ดก็คือ พิซซ่า อันนี้จะประกบด้วยแผ่นข้าวเกรียบกรอบๆ อร่อยมากค่ะ

จากนั้นก็เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยตรงแถวๆตลาดนัด ซึ่งตอนนั้นเราเข้าใจผิดว่าที่นี่คือตลาดเย็น แต่เพื่อนบอกว่ายังหิวอยู่ ก็เลยเดินไปกินร้านข้าวต้ม ชื่อครัวมุมอร่อย แต่ปรากฏว่าไม่อร่อย 

เช้ามา โปรแกรมของวันนี้ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการกินตามระเบียบค่ะ อีกหนึ่งร้านในลายแทง ก็คือร้านรสเลิศ ซึ่งขายอาหารเช้า ได้แก่ โจ๊ก ไข่กะทะ ขนมปังไส้หมูยอ+กุนเชียง และอีกอย่างที่อร่อยมากก็คือหมูยอทอด 

ร้านถัดมา คือ ร้านรสหนึ่ง ซึ่งลายแทงบอกว่าขนมปังเวียดนามอร่อยมาก .... แต่ว่าต้องผิดหวังเพราะว่าร้านปิดตรุษจีนค่ะ 

เมืองเลยเช้าวันศุกร์ เงียบมากค่ะ ร้านค้ายังไม่ค่อยเปิดกัน



ภูป่าเปาะ

แต่แรกเลย วันนี้เราจะชิลๆกัน เที่ยวเล่นใกล้ๆเมืองแล้วขับขึ้นเชียงคาน แต่ว่าว่างเกิน และในเมืองก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก เลยตัดสินใจไปภูป่าเปาะ หรือที่เรียกกันว่าฟูจิเมืองเลย 

จากตัวเมือง ขับลงมาทางเดียวกับที่จะไปภูกระดึงเลยค่ะ ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็จะถึงลานจอดรถ แล้วเราต้องต่อรถอีแต๊กขึ้นไปกัน ถือเป็นการจัดระเบียบ และช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนในอีกทางหนึ่ง 


ระยะทางขึ้นไปบนภูไม่ไกลเลยค่ะ มีจุดชมวิวทั้งหมดสี่จุด แต่บังเอิญว่าวันที่เราไป มีหมอกลงเยอะมาก ทำให้มองแทบไม่เห็นยอดฟูจิเลย ยอดฟูจิที่ว่านี่ คือ ยอดภูหอ ซึ่งมีลักษณะเป็นยอดตัดราบ จุดชมวิวสุดท้ายต้องเดินขึ้นไป 200 เมตร ไม่เหนื่อยค่ะ แค่หอบนิดหน่อย อิอิ 

ภูหอ โดนหมอกบังเกือบมิดเลย 

จากนั้นก็กลับไปทางเดิม เพื่อเดินทางขึ้นไปเชียงคานกัน ... เนื่องจากยังไงก็ต้องผ่านตัวเมือง ก็เลยแวะเข้าไปทานอาหารตามลายแทง ร้านที่สี่ คือ ข้าวเปียกปากหมา

ข้าวเปียกร้านนี้ไม่เหมือนที่กินที่อุดร ตรงที่ใส่ไข่ด้วย ตอนแรกเราไม่รู้ว่าเป็นแบบไข่ลวก พอเพื่อนสั่งว่า เอาไข่สุก เลยโดนดุว่าร้านนี้ไม่ขายไข่ต้ม ...  ถ้าใครไม่คิดมากก็โอเคค่ะ เส้นข้าวเปียกเหนียวนุ่มมาก แต่ถ้าใครไม่ชอบความ ปากหมา นี่ก็ขอให้ผ่านไปกินร้านอื่นดีกว่า


จากร้านข้าวเปียก ก็เพิ่งเป็นเวลาบ่ายโมง เราก็เลยหาคาเฟ่น่ารักๆในเมืองเลยนั่งพักกันก่อนเดินทางไปเชียงคาน ก็บังเอิญเจอร้าน เพลิน Library & Art  ซึ่งเป็นร้านกาแฟเล็กๆน่ารักในโรงแรมเลยพาวิลเลี่ยน

ร้านนี้เป็นร้านของคุณเอิ้น พิยะดา ด้วย ร้านน่ารักมากค่ะ เครื่องดื่มและขนมก็ใช้ได้เลย นั่งกันไปสักพักก็ออกเดินทางไปเชียงคานกัน 

ระหว่างทาง เมื่อพ้นตัวเมืองเลยไปหน่อยนึงจะมี หมู่บ้านก้างปลา ซึ่งเป็นหมู่บ้านทอผ้าฝ้าย ทางเข้ามาหาไม่ยากค่ะ ใน google map มีบอกพิกัดค่อนข้างชัดเจน ผ้าฝ้ายมีหลากหลายคุณภาพให้เลือก ลายที่แพงที่สุดของที่นี่ก็คือลายก้างปลา ตามชื่อหมู่บ้านเลย เพราะว่าเป็นลายละเอียด ทอยากกว่าลายอื่นๆ ...

เราใช้เวลาเลือกซื้อกันสักพักก็หมดเงินกันไปหลายอยู่ ถึงจะได้ออกเดินทางไปเชียงคานจริงๆสักที (กระซิบนิดนึงว่า ผ้าคลุมไหล่ หรือ ผ้าพันคอที่ขายในถนนคนเดินเชียงคาน เค้าก็มารับไปจากหมู่บ้านนี้แหละค่ะ เพราะฉะนั้นใครตั้งใจจะซื้อผ้า เราแนะนำให้แวะมาที่นี่ ราคาถูกกว่าหลายสิบบาทอยู่ค่ะ) 


เชียงคาน

ที่เชียงคานนี่ที่พักน่ารักเยอะมาก ทั้งแบบยังคงสภาพเรือนไม้ และแบบปรับปรุงทันสมัย เราลองหาๆดูแล้วก็เลยเลือกที่ เฮือนยายบับภา ซึ่งเป็นเรือนไม้แบบดั้งเดิม แต่ว่าปรับปรุงด้านในห้องนอนให้สะดวกต่อการใช้งาน เนื่องจากเราไปห้าคน ก็เลยเลือกนอนห้อง 7 ซึ่งเป็นแบบมีชั้นลอย นอนได้ 4 คนขึ้นไปค่ะ ที่นี่จะอยู่ตรงข้มกับซอย 11 ส่วนที่จอดรถอยู่ที่ซอย 15 ก็เดินไปนิดนึง  (ไม่ได้ถ่ายรูปด้านในห้องมาเลย เพราะว่าเข้าไปปุ๊บ ห้าสาวก็ลุยเละปั๊บ ... สามารถชมรูปได้ในเฟสบุ๊คของเฮือนยายบับภา ค่ะ) 


ตอนแรกเรากะมานั่งนอนชิลๆ เลยไม่ได้จัดโปรแกรมอะไรเลย แต่นั่งชมวิวอยู่สักพัก เห็นเค้านั่งเรือกัน ก็อยากจะนั่งบ้าง แต่ไม่ได้จองไว้ พี่ที่เฮือนก็ใจดีมาก พยายามโทรหาคนขับเรือ จนในที่สุดก็ได้มาลำนึง 

<วิวจากระเบียงห้อง>

นั่งเรือไปชมพระอาทิตย์ตกกันในแม่น้ำโขง สนนราคาเหมาลำ 900 บาท เค้าก็จะพาขึ้นไปทางตะวันตก จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็พากลับมาตรงจุดสิ้นสุดถนนคนเดินเชียงคาน ชิลมากค่ะ

ลมเย็น ฟ้าสวย และมีฝูงนกบินกลับรังเยอะมากๆ 

ถนนคนเดินเชียงคานนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านผ้าทอ แต่ก็ดูคล้ายๆกันทุกร้านอาหารที่ขายก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกุ้งเสียบไม้ย่าง ข้าวจี่ บาร์บีคิว สุดท้ายก็ไม่อิ่มค่ะ ต้องหาร้านนั่งทานแบบจริงจัง ลงเอยที่ร้านครัวศรีพรรณ อาหารก็ใช้ได้ค่ะ 

ถนนคนเดินเชียงคาน เปิดวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เริ่มขายประมาณหกโมงเย็น จนถึงสี่ห้าทุ่มโน่นแหละค่ะ



ภูทอก
เช้ามา... หลายๆคนจะลุกขึ้นมาใส่บาตรกัน เวลาประมาณหกโมงเช้า แต่ว่าแก๊งเราไม่ได้ใส่ ก็เลยพุ่งไปที่ภูทอกเลย จากเชียงคานขับรถไปประมาณ 20 นาที จอดรถด้านล่าง แล้วไปซื้อบัตรขึ้นภูด้วยรถปิ๊คอัพ คนละ 25 บาท 

ขึ้นไปพระอาทิตย์ก็กำลังขึ้นพอดีค่ะ สวยมากๆ ทะเลหมอกกับแสงอาทิตย์ยามเช้านี่คุ้มค่าให้ตื่นมาจริงๆ ... คนเยอะพอสมควร แต่ก็พอหามุมให้ถ่ายภาพได้ถนัดค่ะ ถ้ามาเช้าวันอาทิตย์อาจจะคนเยอะกว่านี้ 


เพื่อนเรารอบคอบมาก ซื้อหมูปิ้งมาด้วย (ตั้งแต่หน้าเฮือน) เลยได้กินหมูปิ้งข้าวเหนียวสุดฟินกันบนภู 


แก่งคุดคู้
เราอยู่จนเจ็ดโมงกว่าๆก็กลับลงไปด้านล่าง แล้วไปแวะที่แก่งคุดคู้ ตอนเช้ายังเงียบมากค่ะ แต่ว่าเป็น landscape ที่แปลกตาดี ถ้ามาตอนบ่ายๆก็จะคึกคักกว่านี้เพราะมีร้านอาหารเปิดเรียงกันเป็นแถว ที่นี่ ของฝากขึ้นชื่อก็คือมะพร้าวแก้ว มีเกรด A และเกรด B ถ้าเกรด A จะเป็นมะพร้าวอ่อนนิ่มมาก ส่วน B จะแก่กว่า กรอบๆหน่อย แล้วแต่คนชอบ


กลับมาถึงเชียงคาน แวะจิบกาแฟกันที่ที่พักเปิดใหม่ ชื่อ with a view จริงๆที่นี่ก็ดูน่านอนเหมือนกันนะคะ ราคาก็พอๆกันกับที่อื่น ดูใหม่และสะอาดดีด้วย


ห้วยกระทิง

จากเชียงคาน เราขับรถเล่นแถวๆนั้น แล้วก็ไปกันที่ห้วยกระทิง ... ห้วยกระทิงนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเลยแค่ 20 นาที ไปทางเดียวกับภูเรือ โดยห้วยกระทิงเป็นอ่างเก็บน้ำ ผู้คนนิยมมาล่องแพทานอาหารและเล่นน้ำกัน โดยมีที่ลงแพสองด้าน คือ ฝั่งแพน้ำหมานตอนบน บ้านโป่งเบี้ย (ถ้ามาจากตัวเมืองจะถึงที่นี่ก่อน) เป็นแพของกลุ่มแม่บ้าน และฝั่งห้วยกระทิง จะเป็นแพเอกชน มีประมาณ 4-5 ร้าน เราเลือกฝั่งบ้านโป่งเบี้ยค่ะ 

เมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารอีสาน รสชาติหนักเค็มนะ แต่ปลาสดมากค่ะ อร่อยดี ที่เหลือก็พอใช้ได้ แต่บรรยากาศนี่กินขาดมาก ล่องไปชิลๆ เอาขาจุ่มน้ำได้ นอนก็ได้ เพื่อนเรานี่หนังท้องตึง หนังตาหย่อน งีบกันไปคนละหน่อย

เนื่องจากมีเพื่อนต้องกลับกรุงเทพวันนี้ เราก็เลยวนเข้าไปส่งที่สนามบินก่อนจะวนกลับมาขึ้นภูเรือ 


อาหารที่ทานบนแพค่ะ กินเสร็จนี้หลับได้เลย

พอทานกันเสร็จก็ผลัดกันไปนั่งเอาเท้าจุ่มน้ำ


ภูเรือ
ภูเรือในอินเตอร์เน็ต ... รู้สึกว่ามีสถานที่เที่ยวบนภูเรือเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีที่พักที่ถูกใจ สุดท้ายไปเจอที่พักชื่อ สวนชัชนาถ รีสอร์ท หรือว่า Chachanat woodland resort หารีวิวก็ไม่ค่อยมี มีแต่ที่เป็น SR แถมอยู่ห่างภูเรือไปทางภูหลวงแต่ว่าไม่มีทางเลือกแล้ว ก็เลยต้องเป็นที่นี่ 

แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็นว่าสวนชัชนาถเป็นที่ที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้เลยก็ว่าได้ 

จากตัวเมืองเลย ขับไปทางภูเรือ จนถึงแยกที่ไปภูหลวง ก็เลี้ยวเข้าไปประมาณ 5 กม. ก็จะถึงสวนชัชนาถ ดูจาก google map ได้ค่ะ ที่นี่มีบ้านพัก 7-8 หลังซึ่งมี 2-4 ห้องนอน มีส่วนที่ติดน้ำ บ้านที่มีท่าน้ำ และเรือนแถวที่เป็นห้องพัก ให้เลือก พอเข้ามาในสวนปุ๊บ จะเจอแต่ความร่มรื่น เพราะต้นไม้ใหญ่มาก 

ถ้าอ่านในเวปของโรงแรมจะมีเขียนถึงเรื่องราวที่มาของสวนป่านี้คะ

บ้านพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบค่ะ สภาพบ้านอาจจะดูเก่านิดนึงแต่ว่าสะอาดดี ห้องน้ำกว้างและสะอาด 

อาจจะดูเก่าไปสักนิดแต่เครื่องนอนและห้องรวมทั้งของเครื่องใช้สะอาดดีมากเลยค่ะ

เราเข้าไปเก็บของแล้วก็เดินออกมาด้านหน้า ข้ามถนน ก็จะเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกได้เลย แต่ว่าเนื่องจากพระอาทิตย์ตกหลังภูเขาซึ่งใหญ่มาก ก็เลยลับตาไปเร็วมากๆ ออกมาทันเห็นแค่ครึ่งดวง

และที่ดีที่สุดก็คือ อาหาร ... ตอนแรกทางรีสอร์ทแจ้งว่าอาหารเย็นราคาคนละ 300 (เป็น option นะคะ ไม่ได้บังคับ) เราก็คิดหนักนะ เพราะแอบแพงเหมือนกัน จะมีสามเมนูให้เลือก เราเลือกเซทอาหารไทย ซึ่งมาเยอะมากๆ มีทั้งน้ำพริกปลาทู ผัดเห็ดหอมสด ผัดผัก ต้มจืด คอหมูย่าง อร่อยมากทุกอย่าง กินกันไม่หมดเลย ที่สำคัญคือผักทุกอย่างเค้าปลูกเองในสวนค่ะ แถมมีขนมหวานเป็นแปะก้วยร้อน คุ้มเกินคุ้ม 

อากาศในสวนนี่เย็นกว่าด้านนอกอีก เพราะว่าต้นไม้เยอะ เราเลยปิดหน้าต่างทุกบาน พอเช้ามาเลยไม่มีแสงลอด นอนกันอุตุเลย อาหารเช้าที่นี่รวมในราคาที่พักค่ะ มีให้สามอย่าง ไข่กะทะ ขนมปังเวียดนาม และข้าวต้มเห็ดหอม อร่อยทุกอย่างอีกแล้ว แถมด้วยสตรอเบอรรี่ที่ปลูกในสวนด้วย หวานมากๆค่ะ 

อิ่มแล้วก็เดินเล่นในสวนนี่แหละค่ะ แล้วก็เอกเขนกที่เปลญวนหน้าบ้าน เราเสียดายเลย น่าจะให้เวลาอยู่ที่นี่มากกว่านี้ 

จริงๆแล้วทางรีสอร์ทแนะนำให้ขึ้นไปเที่ยวภูหลวงแต่ว่าเราคิดว่ามีเวลาไม่พอ ก็เลยเลือกไปทางภูเรือแทน ระหว่างทางเราแวะร้านกาแฟเปิดใหม่ ชื่อครามคีรี เป็นคาเฟ่แบบที่แฟนเราเรียกว่า สไตล์กรุงเทพ คือสวยค่ะ ดูอาร์ทๆหน่อย ที่นี่มีผ้าย้อมครามขายด้วย แต่ว่ายังไม่ค่อยถูกใจเลยไม่ได้ซื้อ ตั้งใจว่าคราวหน้าจะไปถึงแหล่งครามที่สกลนครให้ได้ 

น้องที่คาเฟ่นี่น่ารักมากค่ะ ถามว่าจะไปเที่ยวไหน เค้าแนะนำให้ได้เพราะเพิ่งไปมาหมดแล้วแถวๆนี้ ปรากฏว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่ดูมาจากอินเตอร์เน็ต เอาเข้าจริงไม่มีที่ไหนน่าเที่ยวเลย น้องเค้าบอกว่าทุกที่เค้าจัดให้ไปเที่ยวช่วงปีใหม่ พอเลยมาช่วงกุมภานี้ดอกไม้ก็เหี่ยวหมดแล้ว ก็เลยเลือกแค่ยอดภูเรือ และแวะไปซื้อแมคคาเดเมียที่ไร่องุ่น ชาโตว์เดอเลย 

ไปแวะที่ชาโตว์ เดอ เลย กันก่อน ... เข้าไปแล้วไม่น่าเชื่อว่านี่คือไร่องุ่น .... มันต่างจากไร่องุ่นที่เขาใหญ่โดยสิ้นเชิง เพราะว่าที่นี่ทั้งโทรม ทั้งร้าง ดีหน่อยว่าของที่ขายในร้านน่าจะขายดีไปช่วงปีใหม่ก็เลยดูไม่เก่ามาก แมคคาเดเมียที่นี่เค้าโฆษณาว่าถูกที่สุดในไทย ก็เลยซื้อมาเป็นของฝาก แล้วขับเข้าไปวนดูในไร่สักหน่อย ปรากฏว่าเจอแต่ไร่องุ่นที่ดูแห้งเหี่ยวมากๆ เห็นแล้วสงสารต้นไม้ 

จากนั้นก็ขึ้นไปบนภูเรือ ทางค่อนข้างชันค่ะ (ตอนแรกคิดว่าจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ แต่ว่าต้องใช้เวลาเดินทางจากสวนชัชนาถมาถึงยอดภูประมาณ 40 นาที ก็เลยเปลี่ยนใจนอนดีกว่า ฮ่าๆๆ) ด้านบนวิวดี อากาศดีค่ะ ต้นสนสวยๆเยอะมาก แต่ว่าตอนบ่ายนี่ร้อนเอาการ ก็เลยเดินเล่นพักนึงแล้วก็กลับลงมา ทานข้าวที่ภูเรือโภชนา อาหารใช้ได้ แต่ว่าแมลงวันเยอะมาก 


แล้วก็มุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองเลย แต่... ยังไม่หมดค่ะ ร้านตามลายแทงของเรา อีกร้านนึงที่เล็งไว้ คือร้านขนมเบื้องในตลาดเย็น ร้านนี้เป็นแผงอยู่ด้านหน้า เลย มีแบบไส่ไข่และไม่ใส่ไข่ ของเราเป็นแบบไส่ไข่ ก็อร่อยดีค่ะ แต่ไม่ได้ว้าวมาก 

เป็นอันเสร็จภารกิจเที่ยวไปกินไปของเรา ก็มุ่งหน้าไปสนามบินได้ 

ปิดท้ายกระทู้ด้วยวิวพระอาทิตย์งามๆจากบนเครื่องค่ะ ...

Comments

Popular posts from this blog

Unforgettable India [4 Jodhpur] - Blue City ที่ได้แต่มองไกลๆ

Unforgettable India [5 Udaipur] - The City of Lakes

North Kyushu Road Trip